สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 21/07/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,799,411
Page Views 1,848,826
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

ล้อมแรดจัดสาธิตเพาะกล้านาโยน

ล้อมแรดจัดสาธิตเพาะกล้านาโยน

เทศบาลตำบลล้อมแรด จัดโครงการสาธิตการเพาะกล้าทำนาโยน

          หวังช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการทำนาอย่างถ่องแท้ เทศบาลตำบลล้อมแรดจัดโครงการสอนสาธิตเพาะกล้า ทำนาโยน เสริมความรู้ทำนาโยน ให้เกษตรกรวิเคราะห์ปัจจัยต้นทุนผลิต สาเหตุที่ทำให้การทำนาต้นทุนสูง โดยมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

          เมื่อเช้าวันที่ (3 มิถุนายน 56) ที่ผ่านมา ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรบ้านท่านาง เทศบาลตำบลล้อมแรด ได้จัดทำโครงการสาธิตเพาะกล้าทำนาโยน เพื่อให้เกษตรกรได้มีความรู้การทำนาแบบโยนกล้า เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทำนาปี และส่งเสริมอาชีพทำนาแบบนาโยนให้เป็นวิถีชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง โดยมี นายวัชระ กาวิละนันท์ รองนายกเทศมนตรีตำบลล้อมแรด ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกเทศมนตรีตำบลล้อมแรด ร่วมเปิดโครงการ นายวิรัตน์ ก้อนเรือง ประธานสภาเทศบาลฯ เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ตลอดจน นายสงคราม ลาดปะละ สท.ล้อมแรด มาร่วมกิจกรรม โดยมีเกษตกรที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

          นายจุมพร ชมภูรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลล้อมแรด กล่าวว่า จากการที่เทศบาลตำบลล้อมแรด ได้มีนโยบายส่งเสริมการทำนาให้เป็นอาชีพหลักของประชาชน เพื่อต้องการช่วยเหลือประชาชนได้มีรายได้ ลดปัญหาหนี้สิน ได้มีอาชีพทำงานใกล้บ้าน สามารถใช้เกิดประโยชน์ที่นาตนเองได้มากที่สุด ไม่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าอีกต่อไป โดยที่ผ่านมาการประเมินคุณภาพชีวิตของชาวนาในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเหล่า ล้อมแรด บ้านเวียง หนองเตา สบคือ เด่นแก้ว และบ้านท่าเมล์ กว่าร้อยละ 70 มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ หนี้สินภาคครัวเรือนลดลง มีรายได้มีเงินออมมากขึ้นตามลำดับ จากการศึกษาข้อมูลเฉลี่ยของชาวนาในพื้นที่ดังกล่าวยังพบว่า ต้นทุนการทำนายังสูง และยังพบอีกว่าภาระใช้จ่ายในการลงทุนบางอย่างสามารถอาจจะลดได้อีก ซึ่งจะเป็นการช่วยชาวนาประหยัดต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไปได้อีก ดังนั้นเทศบาล จึงสนับสนุนโครงการส่งเสริมทำนาแบบวิธีโยนกล้า มาเป็นแนวทางเลือกอีกแนวทางหนึ่ง เพื่อหวังช่วยแบ่งเบาภาระใช้จ่ายในการทำนา ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ส่วนจะมีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่น้องเอง

          ที่ผ่านมา เทศบาลก็ได้มีการจัดสาธิตทำนาแบบนาโยนมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเชิญชวนชาวนาที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก การทำนาโดยวิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน และลดระยะเวลาการทำนาให้สั้นลง จากปกติต้องจ้างแรงงานถอนกล้า และปักดำ จึงทำให้ต้นทุนค่าจ้างสูงถึง 1,500 บาท ต่อไร่ ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าจัดเลี้ยงดูแล และในยุคสมัยทุนนิยม ชาวนาส่วนใหญ่มักจะนิยมการจ้างแรงงาน มากว่าทำเอง อาศัยความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ดังนั้นจึงเกิดปัญหาการจ้างแรงงานต่างถิ่นเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้อัตราค่าจ้างแพงกว่าปกติ จากเดิมวันละ 150-200 บาท เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 250-300 บาท ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดต่อออกไปว่า ทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนใช้จ่ายทำนาลง เพื่อหวังผลทำกำไรให้ได้มากกว่าปกติ จึงมีนโยบายผลักดันให้มีการส่งเสริมการทำนาโยน เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร โดยเริ่มต้นจากการถ่ายทอดความรู้พื้นฐาน การวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนสูง เพื่อให้เกษตรกรพบคำตอบของปัญหาด้วยตนเอง นำไปสู่การได้พัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้น  

          นายวิรัตน์ ก้อนเรือง ประธานสภาเทศบาล กล่าวว่า การเปรียบเทียบวิธีการทำนาแบบต่างๆ จะช่วยให้เกษตรกรได้ทราบข้อเท็จจริง และสามารถวิเคราะห์ถึงเหตุ และปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่กระบวนการเตรียม ไปจนถึงการปลูกข้าว เก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งขาย โดยพบว่า ในขึ้นเตรียมเมล็ดพันธุ์ แบบนาดำ จะใช้เมล็ดพันธุ์มากที่สุด มีค่าใช้จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์เฉลี่ยต่อไร่ 260 บาท และค่าจ้างแรงงานสูงถึง 1,500 บาท ขณะที่นาหว่านมีค่าใช้จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์เฉลี่ยต่อไป 780 บาท ค่าจ้างแรงงาน 100 บาท และนาโยน มีค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์เฉลี่ยต่อไร่ น้อยที่สุด 190 บาท ส่วนค่าจ้างแรงงานอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกในครอบครัว และญาติพี่น้อง เท่านั้น

          ความแตกต่างจากการทำนาแบบโยนกล้า แตกต่างจากการทำนาทั่วไป ตรงที่การเพาะต้นกล้าพันธุ์ ซึ่งจะต้องใช้แผงถาด ที่เรียกว่า ถาดเพาะ ในเนื้อที่ 1 ไร่ ทำนาปีใช้ถาดเพาะ 60-70 ถาด นาปรังใช้ 90-100 ถาด ในแต่ละถาดสามารถเพาะพันธุ์ต้นกล้าได้มากถึง 434 ต้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเป็นค่าจัดซื้อถาดเพาะตามราคาตามท้องตลาด ถาดละ 8 บาท ต้นทุนเฉลี่ย 360-560 บาทต่อไร่ หากทำนาในเนื้อที่มากต้นทุนก็จะมากตามไปด้วย ถาดเพาะจะมีอายุการใช้งานหลายปี ใช้ซ้ำกันได้มากกว่า 20 ครั้ง สำหรับการเพาะเมล็ดพันธุ์จะใช้วิธีการหยอดลงหลุมในถาดเพาะที่เตรียมไว้ เริ่มจากการเตรียมดินปลูก เป็นดินทุ่งนาบดละเอียด ผสมกับแกลบดำ โดยโรยดินลงในหลุมเพาะสำหรับรองก้นหลุม จากนั้นจะหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก 3-5 เมล็ดลงในหลุม และโรยดินกลบเมล็ดพันธุ์ทับอีกชั้น จากนั้นก็จะนำถาดเพาะทั้งหมดไปวางลงเรียงกันกับพื้นดินปูพื้นด้วยขี้เถ้าแกลบดำ หรือดินร่วนซุย หรือทรายรองพื้น   คลุมด้วยสแลน เพื่อรักษาความชื้น และป้องกันการกระเด็นของดินและข้าวในหลุม ดูแลรดน้ำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น

          นายวิรัตน์ กล่าวเพิ่มอีกว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในหลุมเพาะ จะต้องแช่น้ำมาแล้วอย่างน้อย 1 คืน กับอีก 1 วัน ให้สังเกตที่รากสีขาวงอกออกมา 2-3 มม. จึงจะนำไปโรยในหลุมถาดเพาะได้ เมื่อเวลาผ่านไป 5-10 วัน ต้นกล้าพันธุ์แตกยอดอ่อนทะลุผืน แสลน จึงดึงแสลนออก แล้วรดน้ำตามปกติ ไปจนถึง 30 วัน ต้นกล้าจะมีระดับความสูง ที่เฉลี่ย 15-20 ซม.จึงสามารถนำไปใช้โยนในแปลงนาที่เตรียมไว้ได้  ในขึ้นตอนการเตรียมนาปลูกจะมีลักษณะเหมือนกันกับการทำนาปักดำทั่วไป ใช้น้ำปริมาณไม่มาก เมื่อโยนต้นกล้าพันธุ์ลงไปแล้ว ให้สังเกตในช่วง 5 วันแรก ต้นกล้าพันธุ์จะยั่งรากลงไปในดิน จากนั้นอีก 2 วัน ลำต้นจะตั้งตรง จึงสูบน้ำใส่นาได้ตามปกติ ต้นกล้าทุกต้นจะแตกกอไว ปกคลุมวัชพืช เมื่อออกรวงข้าว จะให้ผลผลิตในอัตราที่สูง

          “หากถามว่าใครทำให้ชาวนาจน เป็นคำถามที่สามารถสะท้อนความคิดของเกษตรกร ทั้งที่เกิดจาก ตัวพ่อค้าคนกลาง นโยบายของรัฐ ภัยธรรมชาติ และตัวเกษตรกรเอง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนทำนาแทบทั้งสิ้น” นายวิรัตน์ กล่าว

          สำหรับการทำนาแบบโยนกล้านั้น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ต่อมาประเทศจีน ได้มีการพัฒนาและขยายผลไปยังอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย ในประเทศไทยได้นำวิธีการโยนกล้ามาใช้ แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เพราะเกษตรกรเคยชินกับวิธีการแบบเดิม และรู้สึกว่าขั้นตอนในการเพาะกล้าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และซับซ้อนกว่า ซึ่งหากมีการพัฒนาเทคนิคการเพราะกล้าในถาดเพาะได้เร็วขึ้น จะทำให้วิธีการทำนาแบบโยนกล้าเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ต่อมาในปี 2545-2548 กรมการข้าวได้ศึกษาวิจัยการทำนาแบบโยนกล้าขึ้น ที่ศูนย์บริการวิชาการเกษตร อันเนื่องมาจากพระราชดำริของมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมีคุณสำราญ อินแถลง นักวิชาการเกษตร จากศูนย์ข้าวปทุมธานี เป็นผู้รับผิดชอบ การทดสอบการทำนาแบบโยนกล้า พบว่า อายุกล้าที่เหมาะสมคือ 12-15 วัน ต้นกล้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16-20 ต้นต่อตารางเมตร

           แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐพยายามผลักดันนโยบายสำคัญ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาในฤดูกาล และนอกฤดูกาล เพื่อลดขั้นตอนการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า ให้เกษตรกรเข้าถึงการซื้อขายในราคายุติธรรมมากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าวของเกษตรกรจะได้ราคาดีเหมือนกันทุกราย เกณฑ์ในการซื้อขายต่างๆ ที่ถูกกำหนดโดยค่าความชื้น สิ่งเจือปน และชนิดเมล็ดพันธุ์ มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวที่เข้าร่วมโครงการ ข้าวเปลือกที่มีความชื้นสูง มีสิ่งเจือปน ราคารับจำนำ หรือซื้อจะมีราคาต่ำกว่า ในขณะที่ข้าวเปลือกที่อยู่ในสายพันธุ์ต้องห้าม 26 สายพันธุ์ เข้าร่วมโครงกาไม่ได้ เพราะเป็นข้าวเปลือกที่คุณภาพต่ำ เก็บไว้นานจะย่อยสลายเป็นแป้ง จึงเหมาะสำหรับปลูกไว้บริโภค และจำหน่ายให้กับโรงงานผลิตแป้งอย่างเดียวเท่านั้น

          ความมุ่งหวังที่อยากให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี ปราศจากหนี้สิน ขึ้นอยู่ที่ตัวเกษตรกรจะตัดสินใจเลือกทำนาแบบไหนในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็เชื่อว่า นาโยนกล้า จะช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรได้ดีกว่า กำลังใจที่ดีจากคนในครอบครัว บุตร หลาน และญาติพี่น้องช่วยกันออกเรี่ยวแรง นอกจากจะทำให้ครอบครัวอบอุ่นแล้ว ยังสร้างความรัก และความผูกพัน เป็นภูมิคุ้มกันทางจิตให้กับบุตรหลาน อย่างน้อยเด็ก และเยาวชน ก็ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ร่วมกิจกรรมภายในครอบครัว จะช่วยชีวิตห่างไกลจากปัญหายาเสพติด และอบายมุขต่างๆ ได้ชุมชนที่เข้มแข็ง สามัคคีกัน 

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view