สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 15/11/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,840,720
Page Views 1,901,289
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความฉ.17-18

 

 

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

 

                                                           ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๗ ประจำวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

                               

 

 

                                ในสัปดาห์นี้ นายนิติกรขอนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับเรื่องภาษีที่สำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่นเป็นสัปดาห์สุดท้ายแล้วนะครับ สำหรับภาษีที่ว่านี้ก็คือ ภาษีบำรุงท้องที่ ครับผม

ภาษีบำรุงท้องที่

 

 

ความหมาย

 

 

 


                                ภาษีบำรุงท้องที่ หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของที่ดินตามราคาปานกลางที่ดินและตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่

                                ที่ดินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่ พื้นที่ดิน และพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย โดยไม่เป็นที่ดินที่ได้รับการยกเว้นภาษี หรืออยู่ในเกณฑ์ลดหย่อน

ที่ดินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่

 

 

 

                                ๑. ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

                                ๒. ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์

                                ๓. ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์

                                ๔. ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือกุศลสาธารณะ

                                ๕. ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะใช้ประกอบศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือที่ศาลเจ้าโดยมิได้หาผลประโยชน์

                                ๖. ที่ดินที่ใช้เป็นสุสาน หรือฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน

                                ๗. ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้า หรือการท่าเรือของรัฐ หรือใช้เป็นสนามบินของรัฐ

                                ๘. ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้ว

                                ๙. ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์

                                ๑๐. ที่ดินที่ตั้งขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นในเมื่อประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือความตกลง

                                ๑๑. ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสถานทูตหรือสถานกงสุล ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน

                                ๑๒. ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและระยะเวลาในการเสียภาษี

 

 

 


                                ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี แต่ในปีที่มีการตีราคาปานกลางที่ดินใหม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนมกราคม

อัตราภาษีและการคำนวณภาษี

                  

 

                                อัตราภาษีบำรุงท้องที่ได้กำหนดไว้เป็น ๓๔ อัตรา ถ้าราคาปานกลางที่ดินเกินไร่ละ ๓๐,๐๐๐ บาท ให้ในส่วนของ ๓๐,๐๐๐ บาทแรก เสียภาษี ๗๐ บาท ส่วนที่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท เสียภาษี ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๒๕ บาท  ถ้าประกอบที่ดินนั้นประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุก ให้เสียกึ่งอัตรา แต่ถ้าเจ้าของที่ดินประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกนั้นด้วยตนเองให้เสียอย่างสูงไม่เกินไร่ละ ๕ บาท แต่ถ้าเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดินให้เสียเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า

                   การคำนวณภาษี ให้คำนวณจากราคาปานกลางของที่ดินที่คณะกรรมการตีราคาปานกลางที่ดินที่กำหนดขึ้น มีสูตรการคำนวณ ดังนี้

                                เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี (ไร่) = เนื้อที่ถือครอง เนื้อที่เกณฑ์ลดหย่อน

                                                ค่าภาษีต่อไร่ = ตามบัญชีอัตราภาษีฯ ท้ายพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘

                        อย่างไรก็ดี เทศบาลมีอำนาจในการตราเทศบัญญัติเพื่อลดหย่อนภาษีดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายกำหนดครับผม

 

เงินเพิ่ม

                               

                                                เจ้าของที่ดินผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องเสียเงินเพิ่มในกรณีและอัตราดังต่อไปนี้

                                                ๑. ไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ ๑๐ ของค่าภาษีบำรุงท้องที่ เว้นแต่ กรณีที่เจ้าของที่ดินได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ ๕ ของค่าภาษีบำรุงท้องที่

                                ๒. ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินโดยไม่ถูกต้อง ทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ ๑๐ ของค่าภาษีบำรุงท้องที่ที่ประเมินเพิ่มเติม เว้นแต่กรณีเจ้าของที่ดินได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการที่ดินให้ถูกต้องก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมิน

                                                ๓. ชี้เขตแจ้งจำนวนเนื้อที่ดินไม่ถูกต้องต่อเจ้าพนักงานสำรวจ โดยทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มอีก ๑ เท่าของภาษีบำรุงท้องที่ที่ประเมินเพิ่มเติม

                                ๔. ไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ ๒๔ ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และไม่นำเงินเพิ่มตาม ข้อ ๑ ข้อ ๔ มารวมคำนวณด้วย

 

 

 

บทกำหนดโทษ


                                บทกำหนดโทษของผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่นี้มีหลายประการ เช่น แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  หรือจงใจไม่มาชี้เขตหรือยอมชี้เขต หรือไม่ยอมแจ้งจำนวนเนื้อที่ดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  หรือ ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งให้มาให้ถ้อยคำหรือส่งบัญชีหรือเอกสารมาตรวจสอบ หรือสั่งให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ที่ค้างชำระ หรือไม่มาให้ถ้อยคำ หรือไม่ส่งเอกสารอันควรแก่เรื่องมาแสดงตามหนังสือเรียก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

การลดหย่อนภาษี  การยกเว้นภาษี  และการลดภาษี

 


               

 

                                การลดหย่อนภาษี ได้แก่ กรณีที่บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวกันหรือหลายแปลงที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน และใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตน หรือประกอบกสิกรรมของตน ให้ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งในกฎหมายได้ระบุเกณฑ์ในการลดหย่อนตามเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท เช่น ในเขตของเทศบาลตำบลให้ลดหย่อน ๒๐๐-๔๐๐ ตารางวา  เขตเทศบาลอื่นนอกจากเทศบาลตำบลและในเขตเมืองพัทยาให้ลดหย่อน ๕๐-๑๐๐ ตารางวา เป็นต้น

                                ส่วนการยกเว้นภาษี และการลดภาษีนั้น ได้แก่

                                ๑. ปีที่ล่วงมา ที่ดินที่ใช้เพาะปลูกเสียหายมากผิดปกติ หรือ

                                ๒. เพาะปลูกไม่ได้ด้วยเหตุพ้นวิสัย

                                ๓. ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจยกเว้น หรือลดภาษีได้ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

การอุทธรณ์ภาษี

 

 

 


                   ถ้าเจ้าของที่ดินไม่เห็นพ้องดัวยกับราคาปานกลางที่ดิน หรือเมื่อได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้ว เห็นว่า การประเมินนั้นไม่ถูกต้อง ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ โดยยื่นอุทธรณ์ผ่านเจ้าพนักงานประเมินภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ประกาศราคาปานกลางของที่ดินหรือวันที่ได้รับการแจ้งประเมินแล้วแต่กรณี

                                การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ขอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล    ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการจังหวัดต่อศาลภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งวินิจฉัยอุทธรณ์

                                สำหรับอัตราภาษีบำรุงท้องที่นั้น ได้กำหนดไว้เป็นตาราง เช่น กรณีราคาปานกลางของที่ดินไม่เกินไร่ละ ๒๐๐ บาทให้เสียภาษี ๕๐ สตางค์ต่อไร่  หรือราคาปานกลางของที่ดินเกินไร่ละ ๗,๕๐๐ บาท ถึงไร่ละ ๘,๐๐๐ บาท ให้เสียภาษี ๔๐ บาทต่อไร่ หรือราคาปานกลางของที่ดินเกินไร่ละ ๒๕,๐๐๐ บาท ถึงไร่ละ ๓๐,๐๐๐ บาท ให้เสียภาษี ๗๐ บาทต่อไร่ เป็นต้น

 

                                วันอาทิตย์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๑ นี้ อย่าลืมเข้าคูหา เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น.-๑๕.๐๐ น.  สวัสดีครับ.

***************************************************************

 

 

 

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

 

                                                 ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๘ ประจำวันพุธที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๑

 

 

 

 

 

 

 


ในชั่วโมงเขียนไทย    โรงเรียนแห่งหนึ่ง  อาจารย์กู้บอกให้นักเรียนเขียนตามคำบอก

อาจารย์กู้  :       เวลาพ่อเธอไปซื้อเหล้าพ่อเธอบอกว่าซื้อ ๑ กลม ใช่หรือเปล่า  ทีนี้ให้เธอเขียนคำว่ากลมตามที่                         ครูบอกนะ

                   .......กอไก่.......

เผอิญแมลงวันบินเฉี่ยวหน้าอาจารย์กู้ไป  อาจารย์กู้ตกใจและบอกว่า

อาจารย์กู้  :           แล้วก็ มอม้า.....

อาจารย์กู้นึกขึ้นได้  ตายละหว่าลืม  ลอลิง ไป  ด้วยความเฉียบแหลม อาจารย์กู้จึงได้พูดขึ้นว่า

อาจารย์กู้  :           แล้วเธอก็เอา  ลอลิง  ใส่ลงไปตรงกลาง

เด็กชายดำ  :     คูคับ  คูคับ  ลอลิง ใส่บ่ได้คับ  มันยัดกั๋นคับ* เรื่องเล่าจากนายเอนก  ลือเมือง

                  

                   สวัสดีครับ  ท่านผู้อ่าน  เปิดเรื่องมาก็หาเรื่องสนุกๆ มาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นการดับร้อนของต้นเดือนมีนาคมนี้  เดือนนี้เป็นเดือนที่เข้าสู่หน้าร้อนและแห้งแล้งแล้ว  ขอให้ท่านผู้อ่านช่วยระมัดระวังและช่วยเป็นหูเป็นตาเกี่ยวกับเรื่องฟืนๆ ไฟๆ ด้วย  หากพบเห็นเหตุไม่ชอบมาพากลอย่างใดสามารถแจ้งเหตุได้ที่หมายเลข  ๑๙๙  CALL CENTER  ของเทศบาลยินดีรับแจ้งเหตุตลอด  ๒๔  ชั่วโมงครับ (ขออย่างเดียวช่วยบอกเด็กๆ อย่าโทรมาก่อกวนนะครับ)

                                หลังจากที่นายนิติกรได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องภาษี (เรื่องเงินๆ ทองๆ) มาแล้ว ๓ สัปดาห์ติดต่อกัน  สัปดาห์นี้มาเปลี่ยนแนวจากเงินๆ ทองๆ มาเป็นเรื่องสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมกันดีกว่าครับ  สำหรับสัปดาห์นี้นายนิติกรขอนำเสนอเรื่องที่ประชาชนคนไทยไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง

                                ใครก็คงไม่อยากถูกจับใช่หรือเปล่าครับ  เพราะอย่างน้อยการเป็นประชาชนอยู่ดีๆ อาจกลายเป็นผู้ต้องหา  หรือถ้าถูกฟ้องศาลก็จะกลายเป็นจำเลย  หนักกว่านั้นถ้าถูกตัดสินว่าผิดจริงก็จะกลายเป็นนักโทษไป  ดังนั้นสัปดาห์นี้เรามาศึกษาเรื่องการจับกันครับ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

 

 

 

 


                                มาตรา ๗๘  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่

                                (๑)  เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐

                                                (๒)  เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติกรรมอันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ  อาวุธ  หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด

                                (๓)  เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา ๖๖ (๒)  แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

                                (๔)  เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา ๑๑๗

                               

                                จากตัวบทกฎหมายมาตราดังกล่าว  เขาบอกว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  แต่อย่างไรก็ดีเมื่อมีหลักย่อมมีข้อยกเว้น  ข้อยกเว้นของการจับที่ไม่ต้องมีหมายจับหรือคำสั่งของศาลคือ 

                                 (๑)  เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า  แล้วความผิดซึ่งหน้าที่ว่านี้คืออะไร  ลองไปดูมาตรา ๘๐ กัน

                                มาตรา ๘๐  ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้นได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ

                         อย่างไรก็ดี  ความผิดอาญาดั่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้าในกรณีดังนี้

(๑)  เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดั่งผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ

                        (๒)  เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด  หรือมีเครื่องมือ  อาวุธ  หรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด  หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นเป็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น

 

 

 


    

 

                           จะเห็นได้ว่า  ความผิดซึ่งหน้านั้นคือความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ เช่น เห็นนายเอกำลังเหนี่ยวไกปืนยิงนายบี  เป็นต้น  ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือ พบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ  เช่น  พบนายเอยืนถือปืนอยู่ข้างนายบีที่ล้มฟุบจมกองเลือดอยู่  แม้จะไม่เห็นกับตาตอนนายเอยิง  แต่เมื่อได้ยินเสียงปืนแล้วจึงหันไปดูก็ได้เห็นอยู่ในสภาพดังกล่าวแล้ว  เป็นต้น

                                ส่วนวรรคสองเป็นความผิดซึ่งหน้าที่กฎหมายบอกว่าอย่างนี้ก็เป็นความผิดซึ่งหน้าเช่นกัน (เขาเรียกว่าความผิดซึ่งหน้าที่กฎหมายกำหนดให้เป็น)

                                (๒)  เมื่อพบบุคคลอันมีพฤติกรรมอันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ  อาวุธ  หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำผิด  ซึ่งตามวงเล็บนี้ใกล้เคียงกับความผิดซึ่งหน้ามาก  อย่างไรก็ดีมีตัวอย่างที่อาจใช้เป็นเกณฑ์แบ่งแยกได้ เช่น ตำรวจไปพบคนถือมีดกำลังวิ่งไล่ใครอยู่  อย่างนี้ก็เป็นกรณีน่าจะก่อเหตุร้ายแล้ว หรือพบโดยถือปืนเดินมาตามถนนแล้วมีรอยหยดเลือดอยู่ที่รองเท้า อย่างนี้อาจจะเป็นความผิดซึ่งหน้าข้อหาพาอาวุธไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และอาจเข้าตาม (๒) นี้คือกรณีน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลโดยมีอาวุธที่ใช้
ในการกระทำผิดแล้ว เป็นต้น

                                (๓)  เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา ๖๖ (๒) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้  แล้วมาตรา ๖๖ ที่ว่านี้เขากล่าวถึงเรื่องอะไร  ลองไปดูกัน

                                มาตรา ๖๖ เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

                   (๑)  เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ

                   (๒)  เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี  หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

                   ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันใด  ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

 

 

 

 

 

 

                                 ดังนั้น  การจับโดยไม่มีหมายจับได้จะต้องเข้าเหตุตาม มาตรา ๖๖ (๒) นี้แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้นะครับ  ถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องแทนที่จะเป็นผู้กล่าวหาอาจต้องกลายเป็นผู้ต้องหาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ได้

                                (๔)  เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา ๑๑๗    สำหรับ (๔) นี้คือ  หนีระหว่างประกันตัว  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเข้าจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับครับ

คำพิพากษาศาลฎีกา

 

 

 


                                เรามาดูตัวอย่างคำตัดสินของศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องของการจับกันครับ

                                นายจูล่ง  ถูกพันตำรวจโทซุนกวน  พนักงานสอบสวน  เรียกให้ไปพบเพราะต้องหาว่ากระทำผิดอาญาข้อหาหนึ่ง  เมื่อนายจูล่งไปถึง  พันตำรวจโทซุนกวนแจ้งข้อหาให้ทราบทันที  อย่างนี้ศาลฎีกาท่านว่า  การที่ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนเพราะถูกเรียกยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายจับของศาล  ทั้งยังไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๗๘ (๑) - (๔) ด้วย  เมื่อผู้ต้องหายังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของพนักงานสอบสวน  พนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอหมายขังได้ (ฎ.๘๗๐๘/๒๕๔๗)

 

                                เป็นอย่างไรบ้างครับ  สัปดาห์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการจับโดยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  สัปดาห์หน้าเราลองมาดูว่า  ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ มีอำนาจจับใครได้บ้างหรือไม่ อาศัยอำนาจอะไรบ้าง  สำหรับสัปดาห์นี้สวัสดีครับ.

************************************************

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view