สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 08/12/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,848,014
Page Views 1,911,592
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความ ฉ.13-14

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

 

                                                                                          ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๓  ประจำวันพุธที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑

                                  คืนวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๑ นายนิติกรได้ชมรายการ ข่าวข้น คนข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๙ อสมท. ในรายการดังกล่าวมีเรื่องที่เป็นประเด็นร้อน คือ เรื่องที่กัมพูชาจะได้เสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ดังนั้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบข้อเท็จจริงอันเป็นภูมิหลังของกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในเรื่องปราสาทพระวิหาร  ในสัปดาห์นี้นายนิติกรจึงขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของปราสาทพระวิหาร ความหมายของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และคำตัดสินของศาลโลกในคดีเขาพระวิหาร เพื่อเป็นพื้นฐานในการติดตามความเป็นไปของเรื่องนี้อย่างเข้าอกเข้าใจต่อไป

ส่วนเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินการโครงการของรัฐที่นายนิติกรได้สัญญาว่าจะนำเสนอในสัปดาห์นี้นั้น นายนิติกรต้องขออภัยและขอยกยอดนำเสนอในสัปดาห์ต่อไปครับผม

 

 

ศาลยุติธรรมระหว่างเทศคืออะไร

 

 


                ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (หรือที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า ศาลโลก) ตั้งขึ้นโดยกฎบัตรสหประชาชาติเมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๖ (พ.ศ. ๒๔๘๙) เป็นองค์กรหลักภายใต้องค์การสหประชาชาติ ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยทำหน้าที่สืบต่อจากศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลกเดิม) ที่ยุติบทบาทหน้าที่ไปพร้อมกับองค์การสันนิบาตชาติ

                                ศาลโลกมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีใดๆ ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ ๒ ประเทศขึ้นไป เช่นข้อพิพาทเรื่องดินแดนอาณาเขต การละเมิดอำนาจอธิปไตย ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หรือแม้แต่กรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแทน ฯลฯ ทั้งนี้ประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องยินยอมรับอำนาจศาลให้เป็นผู้พิจารณาตัดสินก่อนเท่านั้น ศาลจึงจะมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีนั้นได้

                นอกจากนี้ศาลโลกยังมีอำนาจวินิจฉัยเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ในสามกรณีหลัก คือ กรณีแรก ตามที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติร้องขอ  กรณีที่สอง ตามที่องค์กรอื่นภายใต้สหประชาชาติหรือองค์การชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติร้องขอโดยได้รับการอนุมัติจากสมัชชาใหญ่ และกรณีที่สาม ตามที่ได้มีการให้อำนาจวินิจฉัยปัญหาไว้โดยสนธิสัญญา

คดีเขาพระวิหาร*

 



 

*  สรุปจาก          มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เอกสารการสอนชุดวิชา กฎหมายระหว่างประเทศ หน่วยที่ ๑-๖,  กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๖.

 


         

                          คดีเขาพระวิหาร ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา (ต่อไปขอใช้คำว่า ไทย กับคำว่า กัมพูชา)  ข้อเท็จจริงของคดีมีโดยย่อว่า เทือกเขาพนมดงรักเป็นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) ไทยได้ทำสัญญากับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัฐอารักขาของกัมพูชา(กล่าวคือกัมพูชาอยู่ใต้อาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นนั่นเอง) เกี่ยวกับปัญหาพรมแดนระหว่างประเทศว่าให้ถือเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์แบ่งอาณาเขตพรมแดน  ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ไทยได้ขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่พรมแดน ฝรั่งเศสก็ได้จัดทำแผนที่และส่งให้ไทย

                                ปราสาทพระวิหารเป็นโบราณสถานเก่าแก่ ตั้งอยู่บนยอดเขาพระวิหารซึ่งเป็นเขาลูกหนึ่งในเทือกเขาพนมดงรักซึ่งเป็นเส้นเขตแดนธรรมชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา ทางขึ้นปราสาทอยู่ในอาณาเขตของไทย (วงอินโดจีนเคยแต่งเพลงๆ หนึ่งชื่อเพลงเขาพระวิหาร ขึ้นต้นว่า เขาพระวิหารทางขึ้นต้องผ่านด่านเมืองศรีษะเกษ) ปราสาทถูกทิ้งร้างไว้ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๘ (พ.ศ. ๒๔๙๑) ไทยได้ส่งคนเข้าครอบครองปราสาท  ต่อมาเมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๕ (พ.ศ. ๒๔๙๘) กัมพูชาได้ประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศสและได้อ้างว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตของประเทศตน จึงเกิดกรณีพิพาทขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งสองฝ่ายพยายามเจรจาตกลงระงับข้อพิพาท แต่ล้มเหลว  ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๕๙ (พ.ศ. ๒๕๐๒) กัมพูชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ขอให้ศาลพิพากษาว่าอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ตั้งของปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยอ้างเหตุผลสนับสนุนข้ออ้างของตนคือ

                                (๑) อาศัยสนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างฝรั่งเศสกับไทย อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนบนภูเขาพนมดงรักส่วนที่เป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา

                                (๒) กัมพูชาไม่เคยสละอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่เป็นปัญหานี้ และอาศัยสิทธิตามสนธิสัญญา กัมพูชาได้ใช้อำนาจอธิปไตยอันมีประสิทธิภาพเหนือดินแดนนี้ตลอดมา

                                (๓) ไทยไม่ได้กระทำการใดๆ ในทางใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าวโดยลักษณะที่จะทำให้กัมพูชาเสียอำนาจอธิปไตยอันได้มาโดยสนธิสัญญาและด้วยการใช้อำนาจอธิปไตยอันมีประสิทธิภาพ

                                (๔) เมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๑ (พ.ศ. ๒๔๘๔) รัฐบาลไทยได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ ไทยสมัยสร้างชาติ มีข้อความว่า ไทยได้ปราสาทพระวิหารด้วยผลของการปรับปรุงเขตแดนตามสนธิสัญญาโตเกียว พ.ศ. ๒๔๘๔  ดังนั้น เมื่อสนธิสัญญาโตเกียวล้มเลิกไป ปราสาทพระวิหารก็ต้องกลับไปเป็นของกัมพูชา

                                (๕) กัมพูชาอ้างแผนที่ประกอบคดีว่าเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน (คณะกรรมการผสมระหว่างไทย-ฝรั่งเศส) (นายนิติกรเข้าใจว่าที่อ้างแบบนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นผู้ร่วมจัดทำแผนที่ จึงต้องยอมรับแผนที่ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมานี้ด้วย)

 

                                ส่วนไทยต่อสู้คดีโดยมีข้อเถียง สรุปได้ดังนี้

                                (๑) ข้อกำหนดในสนธิสัญญา พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ปักปันอาณาเขตเขาพระวิหารไว้ในเขตแดน(น่าจะเป็นเขตแดนของไทย แต่ในหนังสือที่สืบค้นนี้ไม่ได้กล่าวถึง) แผนที่ที่กัมพูชาอ้างเป็นแผนที่ที่ไม่ถูกต้องตามสนธิสัญญา เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยพลการ ไม่ได้จัดทำโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดน

                                (๒) กัมพูชาไม่ได้เป็นผู้ใช้สิทธิที่อ้างเลย หากแต่เป็นไทยที่ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนี้เสมอมา

                                (๓) ไทยได้แสดงแผนที่ (น่าจะเป็นอีกฉบับ) เพื่อแสดงที่ตั้งอันแท้จริงของสันปันน้ำ และข้อผิดพลาดในแผนที่ของกัมพูชาที่อ้างในคดีว่าเป็นแผนที่ที่เลื่อนลอยไม่มีผลผูกพัน

 

                                ศาลโลกได้พิจารณาข้ออ้างข้อเถียงของทั้งกัมพูชาและไทยแล้ว วินิจฉัยในประเด็นอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ตั้งของปราสาทพระวิหารโดยพิจารณาเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตรงบริเวณที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร  ซึ่งไทยอ้างว่าตามหลักฐานเอกสารแสดงว่าต้องกำหนดเขตแดนตามธรรมชาติที่เห็นได้ชัดเจนและไม่ผิดพลาด เช่น แม่น้ำ ภูเขา สันเขา ชะง่อนผา  แต่ศาลเห็นว่า ไทยได้ตกลงกับฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗) ว่าทั้งสองประเทศได้ตกลงเส้นเขตแดนโดยยึดถือเส้นทางชัดเจน เช่น สันปันน้ำ ดังนั้นจะยึดถือเอาชะง่อนผาเป็นเส้นเขตแดนเสมอไปไม่ได้ 

                                ศาลยังได้พิจารณาแผนที่ (น่าจะเป็นที่กัมพูชายกขึ้นอ้าง) ว่ายังไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันเขตแดนจึงไม่มีผลผูกพันในขณะที่ทำขึ้น แต่เนื่องจากต่อมาไทยมิได้คัดค้านภายในเวลาอันควร จึงถือว่าเห็นชอบด้วย  คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้แสดงทีท่าคัดค้านว่าแผนที่นั้นไม่ถูกต้อง  เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ยังต้องขอบใจราชทูตฝรั่งเศสเมื่อได้รับแผนที่นั้น  ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ประท้วง  ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนที่กรุงเทพฯ เมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๙ (พ.ศ. ๒๔๕๒) เพื่อทำแผนที่ใหญ่โดยใช้แผนที่ดังกล่าวเป็นหลักก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน  แผนที่ที่กรมแผนที่ของไทยที่ทำขึ้นเองเมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ. ๒๔๘๐) แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา  ในการเจรจาที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. ๑๙๔๗ (พ.ศ. ๒๔๙๐) ไทยก็มิได้ประท้วงในเรื่องนี้  เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปปราสาทพระวิหารเมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๐ (พ.ศ. ๒๔๗๓) เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสไปทำการต้อนรับในเขตปราสาทพระวิหาร ไทยก็มิได้ว่ากล่าวแต่อย่างใด แสดงว่าไทยยอมรับว่าฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารเป็นเวลานานถึง ๕๐ ปีมาแล้ว (น่าจะนับถึงวันที่ศาลตัดสิน)  ศาลจึงพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ (พ.ศ. ๒๕๐๕) ด้วยคะแนน ๙ ต่อ ๓ ให้ประเทศกัมพูชาชนะคดีประเทศไทย (และมีมติ ๗ ต่อ ๕ ให้ฝ่ายไทยคืนวัตถุโบราณที่มีการเคลื่อนย้ายด้วย)

 

                   หลักกฎหมายที่ศาลโลกใช้ในคดีนี้ เขาเรียกว่า หลักกฎหมายปิดปาก (Esstoppel) การนิ่งของฝ่ายไทย ทำให้ศาลโลกมองว่ายอมรับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่อย่างไรก็ดี นายนิติกรคงไม่อาจแสดงทัศนะต่อกรณีที่ประเทศกัมพูชาจะขอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ คงทำได้แต่เพียงเสนอข้อเท็จจริงบางสิ่งบางประการสู่สายตาท่านผู้อ่านเพื่อให้รับรู้รับทราบเกี่ยวกับภูมิหลังของกรณีพิพาทดังที่ได้เสนอไปแล้วเท่านั้น  ส่วนสัปดาห์หน้า ไม่พลาดแน่ครับ  นายนิติกรจะขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินการโครงการของรัฐตามที่ได้สัญญาไว้แล้ว สัปดาห์นี้ สวัสดีครับ.

 

**************************************************

 

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

 

                                                                                        ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๔  ประจำวันพุธที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

                               

 

 

 

                                                ตามที่ได้สัญญากันไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ในสัปดาห์นี้นายนิติกรจะนำเสนอบทความเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินโครงการของรัฐ แต่ก่อนอื่น นายนิติกรจะขอเชื่อมโยงเรื่องการรับฟังความคิดเห็นกับเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือที่เรียกกันว่า ธรรมาภิบาล ว่าทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อให้ท่านผู้อ่านรับรู้รับทราบถึงหลักการต่างๆ ในเรื่องของธรรมาภิบาลและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากมายในปัจจุบันนี้

                                มีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่ง เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ได้นำสิ่งที่เรียกว่า  ธรรมาภิบาล หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มาแปรสภาพเป็นกฎหมายเพื่อให้มีผลใช้บังคับได้จริง ซึ่งในเรื่องธรรมาภิบาลดังกล่าว ได้มีหลักการที่สำคัญอยู่ทั้งสิ้น ๖ หลักการ ได้แก่

                                                ๑. หลักนิติธรรม  คือ มีกลไกกำกับตรวจสอบประเมินผล, สร้างกฎ กติกา ต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับ, ประชาชนตระหนักในสิทธิหน้าที่ เข้าใจ กฎ กติกาต่างๆ และมีส่วนร่วมในการประเมิน, บังคับใช้กฎ กติกา อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม  และมีช่องทางการร้องทุกข์

                        ๒. หลักคุณธรรม  คือ ดำรงความเป็นธรรม, ปลอดจากการทุจริตและประพฤติ
มิชอบ, ปลอดจากการทำผิดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยายาบรรณ และปลอดจากการกระทำผิดวินัย

                                                ๓. หลักความโปร่งใส คือ เปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติราชการทุกเรื่องให้ประชาชนตรวจดูได้, พ้นสมัยเป็นความลับ การวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ก่อนดำเนินโครงการ และจัดให้มีระบบและช่องทางรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของประชาชน

                        ๔. หลักการมีส่วนร่วม คือ การรับฟังความคิดเห็น, การให้ข้อมูล, มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา  และการทำงานเป็นทีมในการบริหารงาน

                        ๕. หลักความรับผิดชอบ คือ การให้บริการสังคม, การตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหารให้สอดคล้องกับนโยบาย, กำหนดบทบาทหน้าที่และข้อตกลงในผลงานของบุคลากร, สร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน, เคารพความเห็นที่แตกต่างกัน, กล้ารับผลการกระทำของตน, มีแผนการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ  และมีระบบการติดตามประเมินผลที่เป็นกลางและอิสระ

                        ๖. หลักความคุ้มค่า คือ ประหยัด, มีการแข่งขัน, การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด, มีระบบการบริหารการเงินและทรัพย์สินที่ชัดเจนและตรวจสอบได้, มีคณะกรรมการตรวจสอบ  และมีระบบประเมินผลการใช้เงินงบประมาณจากรายได้ของคณะ

 

                                                ส่วนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินโครงการของรัฐนั้นได้นำหลักธรรมาภิบาล เช่น หลักความโปร่งใส (การวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ก่อนดำเนินโครงการ และจัดให้มีระบบและช่องทางรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของประชาชน) และหลักการมีส่วนร่วม (การรับฟังความคิดเห็น, การให้ข้อมูล, มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา) มาดำเนินการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ต่อไปเรามาเข้าสู่เนื้อหาของเรื่องการรับฟังความคิดเห็นกันครับ

การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินโครงการของรัฐ

 

 

 

 

1. ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๘

 

 

 


                   ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๘ นี้ ได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่ระเบียบฉบับนี้ได้ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ไม่ยืดหยุ่น เพราะมีเพียงวิธีเดียว คือวิธีประชาพิจารณ์ ผู้มีส่วนได้เสียไม่ทราบข้อมูลมาก่อนแต่มาทราบในวันประชาพิจารณ์ เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน เป็นต้น

                        ในช่วงนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๕๙ ยังได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้อีกด้วย

2. ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๘-ปัจจุบัน

 

 

 


ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ

ในปัจจุบันได้มีร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหนึ่งฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ............... ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย คงต้องรอดูกันต่อไปนะครับ  สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มีทั้งสิ้น ๒๕ มาตรา ครับ

                                                ในส่วนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘
ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๖ ข้อด้วยกัน มีหลักการสำคัญ คือ

                                ๑. ต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนก่อนเริ่มดำเนินโครงการของรัฐ (ก่อนลงมือดำเนินงานตามโครงการของรัฐ) สำหรับคำว่า โครงการของรัฐ มีความหมายเฉพาะว่าต้องเป็นโครงการของหน่วยงานของรัฐอันเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจหรือสังคม บรรดาที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย วิถีชีวิต หรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐดำเนินการเอง ให้สัมปทานแก่บุคคลอื่น หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นทำ  ดังนั้น เราต้องตีความของคำว่า โครงการของรัฐตามระเบียบฉบับนี้ให้ได้เสียก่อน ขอเน้นว่า โครงการของรัฐ จะต้องเป็นโครงการที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิ่งต่างๆ ที่ระบุไว้ในระเบียบครับผม

                                สำหรับข้อมูลที่ต้องให้แก่ประชาชนมีอะไรบ้าง  ตามข้อ ๗ ของระเบียบดังกล่าว ระบุว่าอย่างน้อยต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็น และวัตถุประสงค์ของโครงการ  สาระสำคัญของโครงการ  ผู้ดำเนินการ  สถานที่ที่จะดำเนินการ  ขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการ  ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการผลกระทบทั้งต่อประชาชนที่อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพในบริเวณที่จะดำเนินการ และพื้นที่ใกล้เคียง มาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบ  ประมาณการค่าใช้จ่าย ที่มาของเงิน (กรณีหน่วยงานดำเนินการเอง)

                                ๒. จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วยก็ได้  แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนเป็นส่วนรวม ต้องจัดให้มีการรับฟัง  โดยมีเป้าหมายคือ มุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการของรัฐ,  รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อโครงการของรัฐนั้น รวมตลอดทั้งความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจมีขึ้นต่อประชาชน  และกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม

                                การรับฟังความคิดเห็นจะมีขึ้นเมื่อใดก็ได้ เช่น ตอนคิดโครงการ  เสนอโครงการ ขออนุมัติโครงการ หรือจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการ

                   วิธีรับฟังความคิดเห็น นั้น  ตามระเบียบข้อ ๙ ระบุว่า จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ก็ได้  ได้แก่ ๑. การสำรวจความคิดเห็น ได้แก่ การสัมภาษณ์รายบุคคล  การเปิดให้แสดงความคิดเห็นทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร ทางเว็บไซต์ หรือทางอื่นใด  การเปิดโอกาสให้ประชาชนมารับข้อมูลและแสดงความคิดเห็นต่อหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโครงการ   การสนทนากลุ่มย่อย ๒. การประชุมปรึกษาหารือ ได้แก่ การประชาพิจารณ์  การอภิปรายสาธารณะ  การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร  การประชุมเชิงปฏิบัติการ  การประชุมระดับตัวแทนของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสีย และ ๓. วิธีอื่นที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด  จากที่สืบค้น ยังไม่มีครับ

 

                                จะเห็นได้ว่า ในการดำเนินโครงการของรัฐที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจหรือสังคม บรรดาที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย วิถีชีวิต หรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น นั้น จะต้องให้ข้อมูลโครงการต่อประชาชนก่อนเริ่มดำเนินโครงการของรัฐก่อน  แต่ถ้าโครงการนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนโดยส่วนรวม ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นด้วย ส่วนจะรับฟังอย่างใดนั้น สุดแท้แต่ความเหมาะสมในแต่ละเรื่องแต่ละราวครับ แต่ในส่วนของโครงการของรัฐทั่วๆ ไปที่ไม่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็คงไม่บังคับให้ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นครับ

                                ในสัปดาห์หน้า นายนิติกรจะขอนำเรื่องราวที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ มานำเสนอ สำหรับสัปดาห์นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี สวัสดีครับ

 

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view