สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 23/11/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,841,706
Page Views 1,902,412
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความ ฉ.11-12

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

 

                                                                                           ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๑  ประจำวันพุธที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑

                                                สืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว นายนิติกรได้ติดค้างท่านผู้อ่านในเรื่องของค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดว่าผู้เสียหายหรือทายาทของผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องอะไรจากผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้บ้าง

                                                ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ค่าสินไหมทดแทนคืออะไร  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๘ วรรคสอง ได้ให้ความหมายของคำๆ นี้ว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่ การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย  ดังนั้น ประเภทของค่าสินไหมทดแทนจึงมี ๓ ประการดังกล่าว  ซึ่งขั้นตอนของการ
ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องขอคืนทรัพย์สินก่อน  ต่อเมื่อขอคืนไม่ได้ถึงจะขอให้ใช้ราคาทรัพย์สินที่เสียหายไป 
แต่ถ้าการกระทำละเมิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเสียหายด้วย ก็สามารถขอให้ใช้ค่าเสียหายได้อีกด้วย

                                                ทีนี้เราลองมาศึกษากันว่า ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้ตายกับไม่ถึงตายมีอะไรบ้าง

 

ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้ตาย

 

 

 

                                                มาตรา ๔๔๓ บัญญัติว่า ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย

                        ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย

                        ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้น ทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

                        มาตรา ๔๔๕ บัญญัติว่า ในกรณีทำให้เขาถึงตาย หรือให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ถ้าผู้ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมาย จะต้องทำการงานให้เป็นคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนั้นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงานอันนั้นไปด้วย

                                                เราสามารถแยกพิจารณาตามลักษณะของค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้ตาย ดังนี้

                                                ๑. ค่าปลงศพ คือค่าจัดการศพตามประเพณีของลัทธิศาสนาที่เหมาะสมไม่เกินฐานะ เช่น ค่าหีบศพ
ห่อศพ ฉีดยาศพ ค่าแต่งตัวสวยให้ศพ ค่ารดน้ำศพ ค่าสวดศพ ค่าเช่าเมรุเผาศพ เป็นต้น  ซึ่งในส่วนของค่าปลงศพนี้
ทายาทของผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้อง แถมยังสามารถเรียกดอกเบี้ยจากค่าปลงศพได้อีกด้วย คือ ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี
นับแต่วันทำละเมิด

                                                ส่วนค่าทำเจดีย์บรรจุอัฐิถือว่าไม่เกี่ยวกับค่าปลงศพ

                                                ๒. ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าปลงศพตามข้อ ๑ 
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเช่น ค่าพาหนะที่บิดามารดาและญาติเดินทางไปจัดการศพ (มิใช่แค่ไปร่วมงานศพ) ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าของ และเงินถวายพระสวดพระอภิธรรมศพ ค่าหนังสือ ของที่ระลึกที่แจกเนื่องในงานศพเช่น ยาหม่อง ยาดม พระเครื่อง แต่ทั้งนี้ต้องตามสมควรแก่ฐานะ 

                                ส่วนที่ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ ได้มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เช่น
ค่าเดินทางของญาติที่ไปร่วมงานศพ (ที่ไม่ใช่ไปช่วยจัดการศพ)  ค่าทำอนุสาวรีย์เก็บกระดูกผู้ตาย ค่าจ้างคนเฝ้าบ้านในขณะจัดการศพที่วัด  ค่าใช้จ่ายหลังงานศพเช่นค่าทำบุญครบ ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน เป็นต้น

                                                                                                ๓. ค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย กรณีผู้ถูกกระทำไม่ตายในทันที แม้ว่าผู้ตายจะเบิกค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานของตนได้ก็เป็นเรื่องสวัสดิการ สามารถเรียกค่ารักษาพยาบาลจากผู้ทำละเมิดได้อีกด้วย

                                                ๔. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตาย  เช่น เมื่อถูกทำละเมิดต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล รักษาได้หนึ่งเดือนก็ตาย  ช่วงหนึ่งเดือนนั้น หากไม่บาดเจ็บจะต้องทำงานมีรายได้ แต่เพราะเหตุที่บาดเจ็บจึงไม่สามารถทำงานได้  รายได้หนึ่งเดือนจึงสามารถเรียกจากผู้ทำละเมิดได้ และแม้ผู้ตายจะไม่มีงานทำเลยก็ยังสามารถเรียกได้

                                                ๕. ค่าขาดไร้อุปการะ คือเมื่อผู้ตายยังมีชีวิตอยู่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร  บิดามารดา
คู่สมรสเมื่อผู้ถูกทำละเมิดได้ตายลง บุคคลดังกล่าวจึงมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่จะมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะดังกล่าวได้จะต้องมีสิทธิตามกฎหมาย เช่น คู่สมรสจะต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย(จดทะเบียนสมรส)  เป็นต้น  และเนื่องจากเป็นสิทธิตามกฎหมายจึงไม่ต้องคำนึงว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ตายจะมีงานทำหรือไม่ มีรายได้และให้การอุปการะบุคคลดังกล่าวหรือเปล่า แม้ผู้ตายจะเป็นเด็กอายุเพียง ๔ ขวบ บิดามารดาก็ยังฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ทำละเมิดได้

                        ในกรณีของบุตรบุญธรรมไม่ว่าจะทำให้บุตรบุญธรรมตายหรือผู้รับบุตรบุญธรรมตาย อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ทำละเมิดได้  ส่วนบิดามารดาเดิมของบุตรบุญธรรมก็ยังมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ทำละเมิดได้

                                                ๖. ค่าขาดแรงงาน  แยกได้เป็น ๒ กรณีคือ

                                                   ๖.๑ บุคคลในครัวเรือน เช่น ภรรยาไปประกอบการร้านอาหารร่วมกับคนอื่น ทำภรรยาตายก็ไม่มีใครไปร่วมทำงานกับหุ้นส่วนคนอื่นนั้น ทำให้สามีขาดแรงงานในครัวเรือน  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ดี ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินในกรณีคล้ายคลึงกันนี้ว่าคนที่จะขับรถรับจ้างต้องอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ กรณีผู้ตายซึ่งเป็นบุตรอายุเพียง ๑๙ ปี แม้จะเคยขับรถรับจ้างหาเงินมาจุนเจือครอบครัวก็ตาม แต่เนื่องจากบุตรที่ตายไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะขับรถรับจ้างทั้งไม่มีใบขับขี่ด้วย บิดาจึงไม่มีสิทธิอ้างในการขอค่าขาดแรงงานได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๑๘๓/๒๕๓๗)

                                                   ๖.๒ บุคคลนอกครัวเรือน งานของบุคคลภายนอกนี้ต้องเป็นประเภทงานอุตสาหกรรมพวกโรงงานที่ได้รับเงินเดือน เช่น ลูกจ้างในโรงงานถูกทำละเมิดต้องรักษาตัว นายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนในขณะบาดเจ็บ ทำให้นายจ้างขาดแรงงานจากผู้ตาย นายจ้างจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้

ค่าสินไหมทดแทนกรณีไม่ถึงตาย

 

 


                             มาตรา ๔๔๔  ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้นผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้นและในเวลาอนาคตด้วย

                        ถ้าในเวลาที่พิพากษาคดี เป็นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่าความเสียหายนั้นได้มีแท้จริงเพียงใด ศาลจะกล่าวในคำพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษานั้นอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีก็ได้

                                มาตรา ๔๔๖ ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดีในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว

                         อนึ่งหญิงที่ต้องเสียหาย เพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้

                         มาตรา ๔๔๗ บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหายหรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้

                                เราสามารถแยกพิจารณาตามลักษณะของค่าสินไหมทดแทนกรณีไม่ถึงตาย ดังนี้

                                ๑. ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป เช่น บาดเจ็บต้องรักษา ต้องมีค่ายา ค่าหมอ จะเกี่ยงว่าเข้าโรงพยาบาลเอกชนแพงต้องใช้สิทธิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อย่างนี้ไม่ได้ บาดเจ็บต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้เรียกได้แต่ต้องพอสมควร  หรือแม้แต่หน่วยงานมีสวัสดิการช่วยค่ารักษาพยาบาล การที่หน่วยงานได้จ่ายให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกจากผู้ทำละเมิดได้อีก กลับกันเมื่อหน่วยงานได้จ่ายให้ผู้เสียหายไปแล้วจะเรียกคืนจากผู้ทำละเมิดมิได้

                                                ๒ . ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานในปัจจุบัน  แต่กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหาย
จากการที่ต้องขาดเรียนและทำให้ต้องสอบตก เสียค่าเล่าเรียนไปเปล่าๆ ศาลตัดสินว่าไม่ใช่ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงาน เรียกไม่ได้

                                                ๓. ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต คือหลังจากฟ้องคดีแล้ว คาดการณ์ได้ว่า
อาจไม่สามารถทำการงานในอนาคตอีกเท่าใด หรือแม้จะทำงานได้แต่เพราะความพิการทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่
ทำให้ไม่ก้าวหน้าในการงานก็ถือว่าเสียความสามารถในการประกอบการงานเช่นกัน

                                                ๔. ค่าขาดแรงงานของบุคคลภายนอก เช่นเดียวกับกรณีละเมิดทำให้ตายซึ่งกล่าวไปแล้ว

                                                ๕. ค่าสินไหมทดแทนแก่ชื่อเสียง คือ ให้จัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหาย รวมทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้ เช่น ขอให้โฆษณาขอโทษทางหนังสือพิมพ์ ทางสถานีวิทยุ  ขอขมาลาโทษ เป็นต้น

                        ๖. ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ต้องทนทุกข์ทรมาน ทุกขเวทนา เจ็บปวด หน้าเสียโฉม ส่วนคำว่าหญิงที่ต้องเสียหาย เพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตน ก็เช่น ถูกข่มขืนกระทำชำเราทำให้สูญเสียความเป็นสาว อับอายขายหน้า ซึ่งถ้าคำนวณเป็นเงินไม่ได้ก็ใช้วิธีประมาณเอาโดยอาศัยพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เช่น ผู้เสียหายเป็นคนอย่างไร ฐานะทางการเงินทางสังคมเป็นอย่างไร สวยงามมากน้อยเพียงใด ความรู้ความสามารถเขาเป็นอย่างไร การถูกกระทำละเมิดอย่างนี้สมควรกำหนดให้มากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะ
นำสืบในชั้นศาล

                                                สัปดาห์หน้า นายนิติกรจะขอนำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับสุภาษิตไทยสุภาษิตหนึ่ง ส่วนจะเป็นสุภาษิตใดไว้ติดตามในสัปดาห์หน้า สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ.


บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

 

                                                                                          ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๒  ประจำวันพุธที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑


                                       ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า ปลาหมอตายเพราะปาก  กันมาแล้วนะครับ  คำๆ นี้เป็นสุภาษิตโบราณที่มีไว้เพื่อติเตียนคนพล่อยๆ จนเกิดโทษเพราะปากของตน ปกติปลาหมอจะพ่นน้ำจึงเป็นที่สังเกตของพรานเบ็ด คือ ที่ใดมีปลาผุดเนืองๆ ที่นั้นจะมีปลาหมอ เขาจึงนำตัวปลวกมาโรยเพื่ออ่อยเหยื่อ แล้วนำเบ็ดหย่อนลงไป ปลาหมอก็จะกินเบ็ด ที่จริงปลาอื่นๆ ก็ติดเบ็ด แต่ปลาหมอใช้ปากผุดพ่นน้ำจนเป็นเหตุทำให้มันถูกจับไป เขาจึงเปรียบกับคนพูดไม่ดีจนเกิดโทษไม่ดีแก่ตัวเอง
              ในทางกฎหมายก็เช่นกัน คนที่พูดไม่ดีอาจก่อให้เกิดโทษไม่ดีแก่ตัวเอง  ในวันนี้นายนิติกร
จึงขอนำเสนอความผิดข้อหาที่เกี่ยวกับคำพูดของคน หากพูดไม่ดีแล้วจะเกิดโทษแก่ตนเองอย่างไรบ้าง

ประมวลกฎหมายอาญา

 
 

                   ๑. มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีถึง ๑๕ ปี

                        ๒. มาตรา ๑๓๓ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๗ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาทถึง ๑๔,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                                ๓. มาตรา ๑๓๔ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๖ เดือนถึง ๕ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๑,๐๐๐ บาทถึง ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                                                ๔. มาตรา ๑๓๖ ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                                ๕. มาตรา ๑๙๘ ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๗ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาทถึง ๑๔,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                ***         ๖. มาตรา ๓๒๖ ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

*** หมายถึง มาตราที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ



                                ๗. มาตรา ๓๒๗ ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส  หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒๖ นั้น

                        ๘. มาตรา ๓๒๘ ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท

                ***         ๙. มาตรา ๓๙๓ ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความแตกต่างของความผิดฐาน หมิ่นประมาท กับ ดูหมิ่น

 
 


                  
๑. การดูหมิ่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อับอาย ทำให้เสียหาย สบประมาท หรือด่าเสียๆ หายๆ ลักษณะของการดูหมิ่นจึงเป็นการลดคุณค่าของผู้ถูกดูหมิ่นในทางสังคมลงมา เป็นการเหยียดหยามเขาโดยตรง  เช่น ด่าว่าเลวเหมือนหมา  เป็นผีปอบ แม้ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นจริง แต่ก็เป็นการสบประมาท เหยียดหยามต่อความรู้สึก เป็นการดูหมิ่นแล้ว

                                ส่วนการหมิ่นประมาทนั้นเป็นการลดเกียรติยศ ชื่อเสียงของผู้อื่นโดยการกล่าวต่อบุคคลที่ ๓ (บุคคลอื่น) ในประการที่น่าจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถูกคนอื่นดูหมิ่นหรือเกลียดชัง

             ๒. การดูหมิ่นนั้นเป็นการกล่าวแสดงการเหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ถูกดูหมิ่นนั้นโดยตรง  
ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่ ๓ รับรู้หรืออยู่ด้วย เช่น ยกเท้าให้ดู ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการกล่าวด้วยวาจา แสดงด้วยกริยาท่าทาง หรือโดยเอกสารก็ได้ 

 

         แต่การหมิ่นประมาทเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่ ๓  สาเหตุที่ต้องมีบุคคลที่ ๓  เพราะการหมิ่นประมาทเป็นการทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของเขา

         ๓. การดูหมิ่นนั้น  ไม่จำเป็นต้องมีการยืนยันข้อความใด ๆ  เป็นแต่เพียงการแสดงอาการเหยียดหยาม  ทำให้ผู้อื่นรู้สึกต่ำต้อยในคุณค่าของตนเองก็เป็นความผิดแล้ว  แต่การหมิ่นประมาท  ต้องมีการใส่ความ  กล่าวคือต้องมีการยืนยันในสิ่งที่ตนเองเป็นผู้กล่าวด้วย

         ๔. การดูหมิ่นนั้น  ประมวลกฎหมายอาญาได้คุ้มครองบุคคลสำคัญ เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ รวมถึงเจ้าพนักงานและผู้พิพากษาไว้เป็นพิเศษ ซึ่งจะลงโทษผู้ที่ดูหมิ่นหนักกว่าคนธรรมดา 

         แต่หมิ่นประมาทนั้น  ประมวลกฎหมายอาญาจะคุ้มครองบุคคลสำคัญเช่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ เป็นต้น  ไม่ได้คุ้มครองเจ้าพนักงานและผู้พิพากษาดังนั้นจึงมีความแตกต่างจากความผิดฐานดูหมิ่นตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

         ๕. การดูหมิ่นซึ่งหน้าเฉพาะมาตรา ๓๙๓ เป็นความผิดลหุโทษ (โทษเล็กน้อย)  แม้ไม่เจตนาและไม่ประมาทก็มีความผิด ต่างกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นตามมาตราอื่นๆ ซึ่งจะต้องอาศัยเจตนาในการกระทำความผิด

         ๖. การดูหมิ่นไม่มีกรณีที่กระทำต่อผู้ตาย  ต่างกับการหมิ่นประมาทที่กล่าวหาผู้ตายเป็นเหตุให้ทายาทของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียด ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว

                                อย่างที่ได้นำเสนอไปแล้วว่า ในทางอาญามุ่งลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ในทางแพ่งมุ่งแก้ไขเยียวยาผู้เสียหาย ดังนั้น ในส่วนของความผิดฐานหมิ่นประมาทจึงมีทั้งหมิ่นประมาทในทางอาญา และหมิ่นประมาทในทางแพ่ง ซึ่งหมิ่นประมาทในทางแพ่ง มีดังนี้ครับ

 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

 


          ***     มาตรา ๔๒๓ ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหาย
แก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดีท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้

                        ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่

                                หลักเกณฑ์ที่สำคัญของการหมิ่นประมาททางแพ่ง ได้แก่

                                ๑. การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งหมายถึงการแสดงข้อความใดๆ ให้บุคคลที่ ๓ (บุคคลอื่น) ได้ทราบหรือได้ยิน ไม่ว่าจะพูดปากเปล่า พูดผ่านเครื่องกระจายเสียง ทางวิทยุ โทรทัศน์ เขียนเป็นตัวหนังสือติดตามกำแพง การร้องเรียนร้องทุกข์ที่ไม่เป็นความจริง การแสดงกิริยาท่าทางที่ทำให้ทราบความหมาย การแสดงละคร การแสดงงิ้ว เป็นต้น

                                                                                                ๒. ข้อความที่ฝ่าฝืนความจริง คือพูดเรื่องไม่จริง แม้จะเป็นเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้างก็เป็นความผิด

                                ๓. กล่าวหรือไขข่าวต่อบุคคลที่ ๓ (บุคคลอื่น) ดังนั้นจะมีความผิดได้ต้องมีคนฟัง จะไปตะโกนด่าที่ทุ่งนา ในทะเล โดยที่ไม่มีใครได้ยิน ก็ถือว่ามิได้กล่าวต่อบุคคลที่ ๓ แต่ถ้ากล่าวในห้อง ถ้ารู้ว่าห้องติดกันมีคนอยู่และอาจได้ยินเรียกว่าจงใจ แต่ถ้าไม่รู้แต่คาดหมายได้ว่าอาจมีคนอยู่ อย่างนี้เรียกว่าประมาทเลินเล่อ

                                                ๔. การกระทำดังกล่าวทำให้บุคคลที่ถูกหมิ่นประมาทนั้นเสียหายใน ๒ ลักษณะ คือ เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ เรียกว่าหมิ่นประมาทในทางชื่อเสียง อีกประการหนึ่งคือความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่น เรียกว่าหมิ่นประมาทในทางทรัพย์สิน

                        ๕. หลักเกณฑ์ประการสุดท้าย คือ อย่างน้อยต้องควรจะรู้ว่าข้อความที่กล่าวนั้นไม่จริง หมายถึง สามารถรู้ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริงหรือไม่จริงเพียงแค่ตรวจสอบเพียงเล็กน้อยก็รู้ได้แล้ว

                                โควตาหน้ากระดาษหมดอีกแล้วครับท่าน แต่หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับรู้รับทราบ
ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทกันบ้างตามสมควรนะครับ ในส่วนของสัปดาห์หน้านายนิติกรจะได้นำเสนอบทความกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการดำเนินโครงการของรัฐ เพราะว่าปัจจุบันนี้กระแสตื่นตัวเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศได้มีอยู่อย่างแพร่หลาย แถมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา ๕๗ อีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้รับทราบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และผลของการรับฟังความคิดเห็นก่อนที่หน่วยงานภาครัฐจะดำเนินโครงการอย่างถูกต้อง จึงต้องขออนุญาตนำเสนอในสัปดาห์ต่อไป  สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ.


 

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view