สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 20/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,824,898
Page Views 1,881,144
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความกฎหมาย ฉ.9-10

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

                                          ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๙  ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๑

                                ๗ วันอันตรายช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ใกล้จะผ่านพ้นไปแล้ว นายนิติกรจึงขอนำเสนอสถิติการเกิดอุบัติเหตุของปีนี้เปรียบเทียบกับปีก่อนให้ผู้อ่านได้ทราบกัน

ตารางเปรียบเทียบสถิติอุบัติเหตุช่วง ๗ วันอันตราย*

วันที่

การเกิดอุบัติเหตุ (ครั้ง)

จำนวนผู้เสียชีวิต (คน)

จำนวนผู้บาดเจ็บ (คน)

หมายเหตุ

ปี ๔๙-๕๐

ปี ๕๐-๕๑

ปี ๔๙-๕๐

ปี ๕๐-๕๑

ปี ๔๙-๕๐

ปี ๕๐-๕๑

๒๘ ธ.ค.

๔๙๗

๔๔๐

๔๑

๓๓

๕๔๐

๔๗๘

 

๒๙ ธ.ค.

๖๙๖

๗๐๗

๖๘

๘๕

๗๖๐

๗๗๖

 

๓๐ ธ.ค.

๗๒๕

๘๑๘

๗๐

๗๐

๘๓๑

๘๗๗

 

๓๑ ธ.ค.

๘๖๗

๘๕๘

๙๖

๗๔

๙๓๖

๙๕๐

 

๑ ม.ค.

๗๘๔

๘๐๔

๗๖

๗๔

๙๐๓

๙๐๓

 

๒ ม.ค.

๕๐๙

๔๙๔

๕๖

๓๓

๕๗๖

๕๓๐

 

๓ ม.ค.

๓๗๘

๓๕๔

๔๒

๓๒

๓๙๗

๓๘๙

 

รวม

๔,๔๕๖

๔,๔๗๕

๔๔๙

๔๐๑

๔,๙๔๓

๔,๙๐๓

 

* ที่มา www.disaster.go.th (เวปไซต์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

 

                                         จากตารางดังกล่าว เห็นได้ว่า แค่ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่วันมีอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก  ผู้อ่านลองคิดดูว่าคดีจะขึ้นสู่ศาลมากมายขนาดไหน ดังนั้น เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว  นายนิติกรจึงขอนำเสนอข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ครับ


ประมวลกฎหมายอาญา

 

                                ๑. มาตรา ๒๙๑ ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี และปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท

                                ๒. มาตรา ๓๐๐ ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                                                ๓. มาตรา ๓๙๐ ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ความหมายของคำในกฎหมาย

                                  ๑. คำว่า ประมาท ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ วรรคสี่ บัญญัติว่า กระทำโดยประมาท ได้แก่ การกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่  สรุปสั้นๆ ได้ว่า ประมาทคือการกระทำ (รวมถึงการงดเว้นการกระทำ) ที่ไม่ใช้ความระมัดระวัง ทั้งๆ ที่สามารถใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้

                                สำหรับคำว่า ภาวะ หมายถึง เหตุการณ์หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ขับรถ ภาวะที่เกิดขึ้นคือการขับรถ  การเติมน้ำมัน ภาวะที่เกิดขึ้นคือการเติมน้ำมัน เป็นต้น

                                คำว่า วิสัย หมายถึง สภาพภายในของตัวผู้กระทำ เช่น เมาค้าง ไม่สบาย  สำหรับบุคคลธรรมดาตามวิสัยย่อมใช้ความระมัดระวังน้อยกว่าผู้มีวิชาชีพ เช่น นักศึกษาแพทย์ย่อมระมัดระวังน้อยกว่านายแพทย์  ผู้ฝึกหัดขับรถย่อมระมัดระวังน้อยกว่าครูสอนขับรถ เป็นต้น
                               ส่วนคำว่า พฤติการณ์ หมายถึงเหตุการณ์ภายนอกตัวผู้กระทำที่ต้องนำมาประกอบกับภาวะ เช่น ฝนกำลังตก หมอกลงจัด การจราจรคับคั่ง เป็นต้น

                              ดังนั้น บุคคลใดจะประมาทหรือไม่ มีหลักในการพิจารณาคือการสมมติคนอีกคนหนึ่งมาเปรียบเทียบโดยมีทุกอย่างเหมือนกับผู้ที่นำมาเปรียบเทียบ แล้วพิจารณาว่าหากคนที่สมมติอยู่ในภาวะเช่นนั้น มีวิสัยเช่นเดียวกันและอยู่ในพฤติการณ์อย่างเดียวกับผู้กระทำ เขาจะสามารถใช้ความระมัดระวังได้หรือไม่ หากใช้ความระมัดระวังได้แต่ไม่ใช้ การกระทำนั้นย่อมเป็นประมาท

 

                               ๒. คำว่า อันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ วรรคสอง บัญญัติว่า

                                อันตรายสาหัสคือ

(๑)        ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(๒)       เสียอวัยวะสืบพันธุ์หรือความสามารถในการสืบพันธุ์

(๓)        เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด   

(๔)        หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(๕)         แท้งลูก

(๖)         จิตพิการอย่างติดตัว

(๗)         ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(๘)         ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน

                               คำว่า ตาบอด นั้น ต้องตาบอดจริงๆ ไม่ใช่แค่พร่ามัว แม้จะบอดข้างเดียวก็เป็นสาหัส หูหนวกก็เช่นกัน ส่วนลิ้นขาดนั้นเห็นว่าต้องพิจารณาตามความรู้สึกของคนทั่วไป การที่ลิ้นฉีกไม่น่าจะอยู่ในความหมายของคำว่าลิ้นขาด และคำว่าเสียฆานประสาทหมายถึงเสียความสามารถในการดมกลิ่น

                                เสียอวัยวะสืบพันธุ์หรือความสามารถในการสืบพันธุ์ เช่น ถูกทำร้ายจนเป็นหมัน หรืออวัยวะสืบพันธุ์ขาดหายไป เป็นต้น

                                เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด มิใช่เฉพาะเสียไป หากแต่รวมถึงอวัยวะดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ด้วย และแม้จะเป็นแค่นิ้วก้อยก็เป็นอันตรายสาหัสแล้ว  ส่วนคำว่าอวัยวะอื่นใดนั้นหมายถึงอวัยวะส่วนสำคัญเช่นเดียวกับ แขน ขา มือ เท้า นิ้ว ด้วย

                                หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว หมายถึง ทำให้หน้าเสียความงามแต่ไม่ต้องถึงกับทำให้หน้าเปลี่ยนรูปหรือผิดรูป แม้แต่ใบหูขาดมองเห็นชัดเจนก็ถือเป็นอันตรายสาหัสได้ แต่ถ้าถูกโกนผมไปไม่เป็นอันตรายสาหัส เพราะผมงอกขึ้นใหม่ได้

                              แท้งลูก คือ ทำให้เด็กที่อยู่ในท้องคลอดออกมาโดยไม่มีชีวิต หรือที่เรียกว่าตายในครรภ์มารดานั่นเอง

                                จิตพิการอย่างติดตัว หมายถึง จิตใจได้รับอันตรายจนอยู่ในสภาพไม่ปกติ ป้ำๆ เป๋อๆ เด๋อๆ ด๋าๆ โดยมีลักษณะติดตัว

                                ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต คำว่า ทุพพลภาพคือการขาดความสามารถในการประกอบการงานไปจากปกติ ส่วนคำว่าเรื้อรังคือไม่อาจรักษาให้ฟื้นคืนดีได้

                                ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน  หมายถึงต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือมีอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ๒๐ วัน หรืออีกอย่างหนึ่งคือประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐ วัน

 

                                ๓. อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ไม่มีคำอธิบายไว้  แต่เมื่อศึกษาแนวทางที่ศาลฎีกาได้ตัดสินไว้ พอสรุปได้ดังนี้

                                ถ้าแผลถลอกไม่ถึงขนาดเนื้อแท้ฉีกขาด ไม่เป็นอันตรายแก่กาย แต่ถ้าแผลมีโลหิตไหลถึงหนังชั้นในหรือเนื้อขาดที่เรียกว่าแตก เป็นอันตรายแก่กาย หรือฟันหัก ๑ ซี่ ฟันโยก ๓ ซี่ เป็นอันตรายแก่กาย แต่ถ้าฟันหักหมดปากหรือฟันหักจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้อาจเป็นอันตรายสาหัส ส่วนแผลฟกช้ำดำเขียวต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป  ส่วนอันตรายแก่จิตใจนั้น ไม่ใช่เป็นการกระทบต่ออารมณ์ เช่นทำให้เสียใจ หงุดหงิด อันตรายแก่จิตใจตามแนวคำพิพากษา เช่น สติฟั่นเฟือน จิตหวาดผวา วิงเวียนคลื่นไส้เพราะถูกเอาใบไม้มีพิษมาให้รับประทาน ถูกทำผีหลอกสลบไปหลายวัน หรือใช้ยากดประสาทอย่างแรงผสมในกาแฟ เป็นต้น

 

                                เมื่อเราเข้าใจความหมายของคำต่างๆ ในกฎหมายแล้ว นายนิติกรจะขอยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงแนวทางการวินิจฉัยของศาลสัก ๑ ตัวอย่างครับ

คำพิพากษาศาลฎีกา

 

                               เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นายมะเดี่ยวได้พาแฟนสาวนั่งรถที่เพิ่งถอยออกมาใหม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ขณะที่นายมะเดี่ยวขับรถโฉบเฉี่ยวด้วยความเร็วสูงมานั้น ปรากฏว่ารถบรรทุกห้องเย็นซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้ารถที่นายมะเดี่ยวขับมาได้ถูกรถของนายมะขาม (ซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าเช่นกัน) ชนท้ายอย่างแรง  นายมะเดี่ยวจึงได้เบรกรถอย่างกะทันหันแต่ไม่วาย รถของนายมะเดี่ยวก็ยังไปชนท้ายรถนายมะขามจนได้ เป็นเหตุให้แฟนสาวของนายมะเดี่ยวบาดเจ็บ  ส่วนรถของนายมะขามมีคนตาย ๒ ศพ  คดีอาญาอย่างนี้ยอมความไม่ได้ เรื่องจึงมาถึงศาล  ศาลฎีกาท่านพิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงแล้ววินิจฉัยว่า

                                เมื่อเปรียบเทียบร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ทั้งสามคัน แสดงให้เห็นว่ารถของนายมะขามชนท้ายรถบรรทุกห้องเย็นอย่างแรงแล้วจึงถูกรถของนายมะเดี่ยวชนท้ายแต่ไม่รุนแรงนัก ดังนั้น ความตายที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ในรถนายมะขามมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของนายมะเดี่ยว นายมะเดี่ยวจึงไม่มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้คนตาย คงมีแต่ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้แฟนสาวที่นั่งมาด้วยได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๙๘/๒๕๓๘) คำพิพากษานี้เป็นการยืนยันหลักที่ว่าบุคคลไม่ต้องรับผิดเกินไปกว่าผลอันเกิดจากการกระทำของตน

                                บทความมาถึงช่วงสุดท้ายอีกแล้ว นายนิติกรขอนำข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาข้อหากระทำโดยประมาทนี้ไปไว้ในสัปดาห์หน้า ขอให้ทุกท่านโชคดีมีสุขภาพแข็งแรง สวัสดีครับ.

 

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

 

                                               ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑๐  ประจำวันพุธที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๑

 

                              เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมาได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลล้อมแรด เขตเลือกตั้งที่ ๑ แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน ๑ ตำแหน่ง หลายท่านคงทราบผลการเลือกตั้งแล้ว  แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบผลการเลือกตั้ง นายนิติกรขอนำผลไม่เป็นทางการมาแจ้งให้ทราบดังนี้ครับ

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลล้อมแรด เขตเลือกตั้งที่ ๑ (แทนตำแหน่งที่ว่าง)

หมายเลข

ชื่อ-สกุล

กลุ่ม

คะแนน

ลำดับ

หมายเหตุ

 

นายถวาย  ชัยสุข

เถินลานนา

๓๐๒

 

นายสมเกียรติ  เครือคำอ้าย

รักษ์เมืองเถิน

๖๑

 

นายทองอิน  คำจันทร์

อิสระ

๔๑๖

 

นายจำเนียร  กันชาติ

รักษ์เมืองเถิน

๑,๘๓๑

 

นางธัญญธร หมู่วิเศษ

อิสระ

๖๗๔

 

                           ๖,๒๐๕

                                         ๓,๔๗๙                                                       ๕๖.๐๗

                                         ๓,๓๗๖                                  ๙๗.๐๔

๑๐๓                                                          ๙๖

              ๙๒                                                         ๒.๖๔

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง.......................     คน

ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง.................      คน         คิดเป็นร้อยละ..................

บัตรดี......................................   คน          คิดเป็นร้อยละ..................

บัตรเสีย...................................   คน          คิดเป็นร้อยละ..................

ไม่ประสงค์ลงคะแนน.............      คน          คิดเป็นร้อยละ..................

 

                                สืบเนื่องมาจากสัปดาห์ที่แล้ว นายนิติกรได้นำเสนอบทความกฎหมายอาญาข้อหากระทำโดยประมาท และได้สัญญาว่าจะนำข้อกฎหมายทางแพ่งที่เกี่ยวข้องมานำเสนอในสัปดาห์นี้  ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกสักนิดว่า การแยกความแตกต่างระหว่างกฎหมายอาญากับกฎหมายแพ่งได้แก่ สภาพบังคับ ซึ่งสภาพบังคับทางอาญาหรือโทษทางอาญามี ๕ ประการ คือ ประหารชีวิต  จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน 

                                                   ส่วนสภาพบังคับทางแพ่งหรือวิธีการบังคับในทางแพ่ง ได้แก่ การให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  การกำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆียะ  การบังคับชำระหนี้ การริบมัดจำ การเรียกเบี้ยปรับ การยึดทรัพย์ เป็นต้น

                        ตามที่นายนิติกรได้สัญญากับท่านผู้อ่านไว้แล้วว่าในสัปดาห์นี้ จะนำเสนอในส่วนของกฎหมายแพ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทกัน ดังนั้น เรามาเริ่มกันเลยครับ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

                                 ๑. มาตรา ๔๒๐  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดีเสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

                                เราสามารถแยกหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๔๒๐ นี้ได้เป็น ๓ หลักเกณฑ์ คือ

                                ๑.๑ ผู้ใดทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ซึ่งคำว่า ผู้ใดหมายถึงคนทำละเมิด แต่ถ้าเป็นสัตว์หรือทรัพย์สิ่งของที่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลรักษา ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ดูแลรักษาเป็นคนทำละเมิด เช่น สุนัขกัดคนเดินถนน ผู้ทำละเมิดคือเจ้าของสุนัข เป็นต้น  ส่วนคำว่า ทำ หมายความถึงการกระทำและงดเว้นกระทำด้วย ที่มีปัญหามากคือการงดเว้นกระทำ นายนิติกรขอเรียนว่า การงดเว้นกระทำที่จะเป็นละเมิดได้ จะต้องพิจารณาว่าเขามีหน้าที่ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายก่อนหรือไม่ ถ้ามีหน้าที่แต่ไม่ทำแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างนี้ถึงเป็นละเมิด ส่วนหน้าที่นั้นจะเกิดจากกฎหมายบัญญัติ (เช่น ตำรวจมีหน้าที่จับคนร้าย)  หรือเกิดจากสัญญา (เช่น ผู้รับจ้างวางท่อประปามีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องป้องกันอันตรายอันสืบเนื่องจากการวางท่อประปาในถนน) หรือเกิดจากการกระทำครั้งก่อนของตน (เช่น พาเด็กข้ามถนนแต่ไม่พาข้ามให้ตลอดรอดฝั่ง หน้าที่จากการกระทำครั้งก่อนคือ พาเดินไปแล้วไม่ทำให้ตลอด) เป็นต้น

                                คำว่า ต่อบุคคลอื่น หมายถึงมิใช่ต่อตนเอง และคำว่า โดยผิดกฎหมาย ก็เช่น ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย นอกจากจะมีความผิดทางอาญาแล้ว ยังถือเป็นการกระทำละเมิดในทางแพ่งอีกด้วย  ในทางอาญามุ่งลงโทษผู้กระทำผิด แต่ทางแพ่งมุ่งในทางเยียวยาผู้เสียหาย

                                อย่างไรก็ดี ถ้าผู้กระทำได้กระทำโดยมีกฎหมายให้อำนาจแล้ว การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นละเมิด เช่น ตำรวจมีหน้าที่จับผู้ร้าย ผู้ร้ายจะอ้างว่ากักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพก่อให้เกิดการละเมิดมิได้ หรือการชกมวยที่อยู่ในกติกา อีกฝ่ายจะอ้างว่าเป็นการละเมิดจากการทำร้ายร่างกายมิได้ เป็นต้น

                                                ๑.๒ ทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ คำว่า ทำโดยจงใจ คือ การทำโดยเจตนา ส่วนประมาทเลินเล่อ เทียบได้กับคำว่า ประมาท ในทางอาญา  ซึ่งนายนิติกรได้นำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก

                                ๑.๓ ทำให้เขาเสียหายแก่สิทธิต่างๆ เช่น เสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย(เสียสุขภาพจากฝุ่นควัน รำคาญเสียงบดน้ำแข็ง เป็นต้น) เสรีภาพ ทรัพย์สิน(รถยนต์เสียหาย สัตว์เลี้ยงตาย เป็นต้น) รวมถึงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด(สิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัว เช่น ถูกแอบบันทึกการสนทนา แอบดักฟังโทรศัพท์ลับ แอบถ่ายรูปไปโฆษณาสินค้าลามก เป็นต้น)

                                ส่วนคำว่าใช้ค่าสินไหมทดแทน นั้น เป็นผลการทำละเมิดว่าถ้าครบหลักเกณฑ์ตามข้อ ๑.๑-๑.๓ แล้ว ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องเสียมีค่าอะไรบ้าง ซึ่งในหัวข้อนี้ นายนิติกรจะขอนำเสนอในสัปดาห์ต่อไปครับ

                                 ๒. มาตรา ๔๓๗ วรรคแรก บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

                                เราสามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้

                                                ๒.๑ ยานพาหนะที่เดินด้วยเครื่องจักรกล แต่รถจักรยานเดินด้วยแรงถีบไม่ใช่เดินด้วยเครื่องจักรกลจึงไม่เข้าตามวรรคนี้ แต่อาจถือเป็นทรัพย์อันตรายตามวรรคสองได้

                                ๒.๒ ความเสียหายเกิดขณะยานพาหนะนั้นเดิน รวมถึงแล่นอยู่หรือวิ่งอยู่ และแม้จะดับเครื่องแล้ว แต่ยานพาหนะนั้นได้ไหลไปก็ถือได้ว่าเดินด้วยเครื่องจักรกลเช่นกัน

                                ๒.๓ ความเสียหายเกิดจากยานพาหนะนั้น เช่น รถบรรทุกน้ำหนักมากวิ่งผ่านบ้านสะเทือนหลายๆ เที่ยว ทำให้บ้านแตกร้าว รวมไปถึงรถวิ่งเข้ามาจะชน เราต้องกระโดดหลบแล้วบาดเจ็บ ถือได้ว่าความเสียหายเกิดจากยานพาหนะนั้นแล้ว

                                ๒.๔ ผู้รับผิดมี ๒ คน คือ ผู้ครอบครอง กับผู้ควบคุม ซึ่งผู้ครอบครองอาจไม่ได้ควบคุมยานพาหนะนั้น ผู้เสียหายจะเลือกฟ้องหรือฟ้องทั้งผู้ครอบครองและผู้ควบคุมยานพาหนะที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นก็ได้               

 

                                ผู้ครอบครอง หมายถึงผู้ครอบครองยานพาหนะในขณะเกิดเหตุโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ เจ้าของจะเป็นผู้ครอบครองต่อเมื่อได้ไปด้วยในขณะเกิดเหตุ  

                                                ผู้ควบคุม หมายถึง ผู้ที่ยึดถือควบคุมยานพาหนะนั้นในขณะเกิดเหตุเป็นเหตุให้ยานพาหนะนั้นเคลื่อนที่ไป ได้แก่ ผู้ขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ นายท้ายเรือ คนขับเครื่องบิน เป็นต้น

                                                ๒.๕  ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิด คือ  ผู้กระทำสามารถพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง ซึ่งสามารถแยกได้ดังนี้

                                - เกิดแต่เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้น หรือจะให้ผลพิบัติ เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้บุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะประสบเหตุนั้นจะได้ระมัดระวังตามสมควร ที่พึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น เช่น นายแดงขับรถใช้ไฟกระพริบและแตรไซเรนมาด้วยความเร็ว ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อจะขึ้นสะพานลดเหลือ ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีรถบรรทุกแล่นสวนมาบนสะพานและมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดท้ายรถบรรทุกในระยะกระชั้นชิด นายแดงหยุดรถไม่ทัน ชนเด็กตาย ไม่มีใครป้องกันได้เป็นเหตุสุดวิสัย  หรือผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถระยะกระชั้นชิด ห้ามล้อหยุดไม่ทันสุดวิสัยที่จะป้องกันได้  แต่ถ้าอ้างว่ารถคว่ำเพราะน็อตคันส่งพวงมาลัยหลุด แม้จะเป็นเรื่องจริงที่เกิดจากเครื่องจักรกล ก็เป็นหน้าที่ของผู้ขับที่ต้องคอยตรวจตราดูแล จะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้ หรือผู้ขับไม่ตรวจดูรถก่อนขับว่าฝากระโปรงครอบหน้ารถอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ ระหว่างขับรถไป ฝากระโปรงหลุดไปปะทะรถที่ผู้เสียหายนั่ง เหตุที่ฝากระโปรงหลุดเพราะขอเกาะฝากระโปรงอ่อน เบ้าที่รองรับโคนขอรั้งสึก เบ้าหลวม รถกระเทือนทำให้ฝากระโปรงหลุด ไม่เป็นเหตุสุดวิสัย หรือกรณีที่ห้ามล้อของรถยนต์ใช้การไม่ได้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเพราะยังอยู่ในวิสัยที่ป้องกันได้หากตรวจดูสภาพรถให้เรียบร้อยก่อนขับ เป็นต้น

                                - ข้อยกเว้นที่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดอีกประการคือ กรณีเกิดจากความผิดของผู้เสียหายเอง เช่น วิ่งตัดหน้ารถเพื่อให้รถชน  นอนบนรางรถไฟเพื่อให้รถไฟทับ  แต่ถ้าเป็นความผิดของฝ่ายยานพาหนะโดยผู้เสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย ฝ่ายยานพาหนะก็ยังต้องรับผิดอยู่เพียงแต่มีสิทธิได้รับลดหย่อนค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น

                                น่าเสียดายที่นายนิติกรใช้โควตาหน้ากระดาษจนจะครบสี่หน้าแล้ว สัปดาห์หน้าค่อยมาว่ากันต่อเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายอาจต้องชำระให้ผู้เสียหายหรือทายาทของผู้เสียหาย สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ.

                                         *****************************************

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view