สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 08/12/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,848,011
Page Views 1,911,589
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความกฎหมาย ฉ.7-8

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

                                                   ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๗  ประจำวันพุธที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๐

                        “แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป (โดยไม่รู้จักเธอ)  เสียงเพลงแว่วมากับสายลมหนาว  นายนิติกรนั่งฟังแล้วนึกถึงคำกล่าวของบุคคลคนหนึ่งที่ว่า เพลงเป็นบันทึกที่เก็บเรื่องราวความเป็นไปในสังคม เมื่อพิจารณาเนื้อหาของเพลงแล้วทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่าได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงในสังคมหรือไม่ 

                                แต่อย่างที่นายนิติกรได้นำเสนอบทความกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องความผิดทางเพศตามประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเป็นข้อคิดสะกิดใจไปแล้ว แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นจริงในสังคม แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่นำมาควบคุมสังคมประการหนึ่งคือกฎหมาย และกฎหมายได้บัญญัติให้การกระทำบางอย่างที่แม้ผู้ถูกกระทำจะยินยอมพร้อมใจ ผู้ที่กระทำก็ยังมีความผิด         

                                ครับ ในสัปดาห์นี้เรามากล่าวถึงความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเพศกันครับ

 

ความผิดต่อเสรีภาพที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ

 

                               ข้อหาพราก  คำว่า พราก ตามพจนานุกรม หมายความว่า เอาไป หรือพาไป หรือแยกเด็กออกจากความชอบธรรมของผู้อื่นที่ปกครองดูแลเด็กนั้น การชักชวนและเด็กไปโดยสมัครใจก็เป็นการพรากอย่างหนึ่ง ข้อหาพรากตามประมวลกฎหมายอาญามีอยู่ ๓ มาตราด้วยกัน ได้แก่

                                ๑. ข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ตามมาตรา ๓๑๗ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปี ถึง ๑๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๖,๐๐๐ บาท ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท หมายความว่า ใครก็ตามที่พรากเอาเด็กที่อายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี ไปจากบุคคล ๓ ประเภท ได้แก่ บิดามารดา  ผู้ปกครอง และผู้ดูแล โดยที่ปราศจากเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษ

                                สำหรับคำว่า ปราศจากเหตุอันสมควร นั้น ศาลท่านวินิจฉัยว่า การที่บิดาพรากบุตรนอกสมรสเพื่อไปอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาไม่เป็นการพรากโดยปราศจากเหตุอันสมควร  หรือแม้แต่การที่ได้เรียกเด็กเข้ามาในบ้านซึ่งเด็กได้เข้ามาวิ่งเล่นเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นการพราก เพราะไม่ได้พาไปที่อื่น

                                ข้อหานี้ถือเป็นการกระทำที่ล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือล่วงอำนาจในการดูแลของผู้ดูแล และความผิดสำเร็จตั้งแต่พรากไปแล้ว แม่ต่อมาภายหลังจะแยกย้ายกันกลับบ้านก็ถือว่าเป็นการพรากไปจากความปกครองหรือดูแลแล้ว

                                ส่วนวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ผู้ใดก็ตามที่มีเจตนาทุจริต (หมายความว่ามีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น) ได้ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวเด็กซึ่งถูกพรากไปนั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พราก

                                วรรคสามบัญญัติต่อไปอีกว่า ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำ ๑.เพื่อหากำไร หรือ ๒.เพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๔๐,๐๐๐ บาท

 

                                ๒. ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า ๑๕ ปีแต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปีโดยผู้เยาว์ ไม่เต็มใจ ไปด้วย ตามมาตรา ๓๑๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่า ๑๕ ปีแต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๒ ปี ถึง ๑๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๔,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท  ข้อหานี้จะแตกต่างจากข้อหาพรากเด็ก เช่น ผู้เยาว์ต้องอายุระหว่าง ๑๕ ปีถึง ๑๘ ปี และผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย เป็นต้น

                                ส่วนวรรคสอง ได้กำหนดโทษผู้ที่ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากไป โดยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พราก

                                วรรคสาม ได้กำหนดโทษเพิ่มขึ้นอีกถ้าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร 

               

                                ๓. ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า ๑๕ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปีโดยผู้เยาว์ เต็มใจ ไปด้วย ตามมาตรา ๓๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่า ๑๕ ปีแต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๒ ปี ถึง ๑๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๔,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท (โทษเท่ากับความผิดพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย)

                                ข้อหานี้แม้ผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยก็มีความผิดครับ อย่างที่นายนิติกรได้กล่าวไปแล้วว่าข้อหาพรากเด็ก หรือพรากผู้เยาว์นี้ เป็นการล่วงอำนาจการปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือล่วงอำนาจดูแลของผู้ดูแล ดังนั้น การเต็มใจไปด้วยของเด็กหรือผู้เยาว์จึงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดไปได้

                                                วรรคสองของมาตรานี้บัญญัติไว้เช่นเดียวกับวรรคสองของมาตรา ๓๑๘ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นครับ

                                                มีข้อสังเกตคือ ข้อหาพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยนี้จะไม่มีการบัญญัติ
ถึงกรณีที่กระทำเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร ดังนั้น จึงมีความแตกต่างจากมาตรา ๓๑๗ และมาตรา ๓๑๘ ครับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

 

                               เช้าวันหนึ่ง อากาศแจ่มใสเย็นสบาย เด็กหญิงบินหลาอายุ ๑๓ ปีเศษได้ตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้านมาอยู่กับนายคว้าลม โดยที่บิดาไม่รู้เรื่องและไม่อนุญาต บิดาของเด็กหญิงบินหลาได้ตามหาและพบว่าไปอยู่กับนายคว้าลมและทราบว่านายคว้าลมได้ทำอะไรต่อมิอะไรกับบุตรสาวของตนจนตนเองรับไม่ได้ บิดาของเด็กหญิงบินหลาจึงแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายคว้าลมได้ต่อสู้คดีจนถึงศาลฎีกา

                                                ศาลฎีกาพิเคราะห์สำนวนคดีแล้ววินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิงบินหลา (ผู้เสียหาย) มีอายุเพียง ๑๓ปีเศษ อยู่ในอำนาจปกครองของบิดา ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่านายคว้าลม (จำเลย)ได้พาผู้เสียหายไปตามห้องอาหารต่าง ๆ โดยบิดาผู้เสียหายมิได้ยินยอมด้วยเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดาผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจยินยอมไปกับจำเลย ก็ถือไม่ได้ว่าได้รับความยินยอมเห็นชอบจากบิดา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบิดาแล้ว  ทั้งการเดินโชว์ชุดว่ายน้ำของผู้เสียหายหรือการต้องยอมให้แขกผู้ชายที่มาเที่ยวจับหน้าอกในห้องอาหารต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๔/๒๕๔๓)

 

ตอบข้อสงสัย

                                ผู้อ่านท่านหนึ่งได้สอบถามนายนิติกรว่า ความผิดทางเพศตามที่ปรากฏเป็นข่าวมักจะปรากฏว่าเด็กหรือผู้เยาว์เป็นผู้กระทำความผิด แล้วเด็กหรือผู้เยาว์ผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ อย่างใด

                                นายนิติกรพลิกดูตัวบทกฎหมายแล้วขอเรียนว่า ประมวลกฎหมายอาญาได้ระบุเหตุยกเว้นโทษ และเหตุบรรเทาโทษกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้อ่อนอายุ ดังนี้

                                ๑. มาตรา ๗๓ เด็กอายุยังไม่เกิน ๗ ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้น
ไม่ต้องรับโทษ
หมายความว่า เด็กนั้นมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ

๒. มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่า ๗ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๔ ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป หรือเรียกบิดามารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาตักเตือน หรือกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ  หรือมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้อยู่กับบุคคลหรือองค์การที่ศาลเห็นสมควรเพื่อดูแล อบรมและสั่งสอนตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบ ๑๘ ปี

๓. มาตรา ๗๕  ผู้ใดอายุกว่า ๑๔ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๗ ปี (กฎหมายไม่ใช้คำว่าเด็กหรือผู้เยาว์) กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ให้ศาลพิจารณาถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับผู้นั้น ในอันที่จะควรวินิจฉัยว่าสมควรพิพากษาลงโทษผู้นั้นหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้จัดการตามมาตรา ๗๔ หรือถ้าศาลเห็นว่าสมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง

๔. มาตรา ๗๖  ผู้ใดอายุกว่า ๑๗ ปี แต่ยังไม่เกิน ๒๐ ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้

                   บทความกฎหมายสัปดาห์นี้ได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ขอให้ผู้อ่านทุกท่านรักษาสุขภาพ เพราะความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ.

                                                                 *************************************

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

                                                   ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๘  ประจำวันพุธที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐

 

                                ผ่านไปอีกหนึ่งปี อายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี นายนิติกรมีความรู้สึกว่าวันเวลาช่างผันผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน แต่ถ้าคิดในแง่บวก การผ่านไปอีกปี ทำให้ประสบการณ์ในชีวิตของเราเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีนั่นเอง 

                                ช่วงนี้ใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่แล้ว ภาคเหนือของเราก็จะมีผู้คนมาท่องเที่ยวอย่างมากมายเพื่อรับลมหนาวกัน ในการใช้รถใช้ถนนจึงต้องมีความระมัดระวังกันให้มากกว่าปกติ ซึ่งทางสถานีตำรวจภูธรเถินได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน ในการนี้ นายนิติกรจึงขอประชาสัมพันธ์ทุกท่านให้ใช้รถใช้ถนนโดยถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ

 

กฎหมายจราจร ๙ ข้อหาหลัก

                                กฎหมายจราจรที่สถานีตำรวจภูธรเถินได้ขอความร่วมมือเทศบาลตำบลล้อมแรดดำเนินการประชาสัมพันธ์มีจำนวน ๙ ข้อหาหลัก ดังนี้ *

                                                ๑. ข้อหาขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท (ข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับขั้นต่ำ ๒๐๐ บาท)

                                                ๒. ข้อหาขับรถในทางเดินรถไม่จัดให้มีเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบให้ครบถ้วนและใช้การได้ดี ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท (ข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับขั้นต่ำ ๒๐๐ บาท)

                                ๓. ข้อหาขับรถขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                                                ๔. ข้อหาขับรถยนต์และผู้โดยสารตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับขี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท (ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับขั้นต่ำ ๒๐๐ บาท)

                                                ๕. ข้อหาขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท (ตามข้อ ๕ นี้ เฉพาะกรณีไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ แต่ถ้ามีแต่ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถและสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ หรือระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท)

                                ๖. ข้อหาขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท

                                                ๗. ข้อหาขับรถไม่ไปตามทิศทางที่กำหนดให้เดินรถทางเดียว (ขับย้อนศร) หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท (ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับขั้นต่ำ ๒๐๐ บาท)

                                ๘. ข้อหาขับรถแซงรถอื่นเมื่อเข้าที่คับขัน ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ๔๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท

                                ๙. ข้อหาเป็นเจ้าของหรือผู้ขับรถ ยินยอมให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถ เข้าขับรถของตน ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท

 

ตอบข้อสงสัย

 

มีผู้ซักถามนายนิติกรว่าการที่มีผู้เก็บทรัพย์สินมีค่าได้แต่ไม่นำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วเก็บไว้เองนั้น จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่

นายนิติกรเปิดตำรับตำราแล้ว ขอนำบทบัญญัติตามกฎหมายมาแจ้งให้ผู้อ่านทราบดังนี้

ประมวลกฎหมายอาญา

 

 

๑. มาตรา ๓๕๒วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วรรคสอง ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

๒. มาตรา ๓๕๕  ผู้ใดเก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า อันซ่อนหรือฝังไว้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

                                ผู้ที่เก็บทรัพย์สินหายได้ แล้วเก็บไว้เป็นของตนเอง จึงอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ วรรคสอง แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินมีค่าที่ซ่อน หรือฝังไว้โดยที่ไม่อาจทราบได้ว่าใครเป็นเจ้าของ ก็อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๕  (ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิเช่นนั้นคดีขาดอายุความ) และยังอาจมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุอีก ดังนั้น เมื่อเก็บทรัพย์สินหายได้ ทางที่ดีให้รีบดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ครับ

             ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

๑. มาตรา ๑๓๒๓ บุคคลเก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้

(๑) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น หรือ

(๒) แจ้งแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นโดยมิชักช้า หรือ

(๓) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นภายในสามวันและแจ้งพฤติการณ์ตามที่ทราบอันอาจเป็นเครื่องช่วยในการสืบหาตัวบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น

แต่ถ้าไม่ทราบตัวผู้ของหาย เจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินก็ดี หรือบุคคลดั่งระบุนั้นไม่รับมอบทรัพย์สินก็ดี ท่านให้ดำเนินการตามวิธีอันบัญญัติไว้ในอนุมาตรา (๓)

ทั้งนี้ ท่านว่าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายต้องรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ด้วยความระมัดระวังอันสมควรจนกว่าจะส่งมอบ

๒. มาตรา ๑๓๒๔  ผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย อาจเรียกร้องเอารางวัลจากบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนร้อยละสิบแห่งค่าทรัพย์สินภายในราคาสามหมื่นบาทและถ้าราคาสูงกว่านั้นขึ้นไปให้คิดให้อีกร้อยละห้าในจำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ให้เสียเงินอีกร้อยละสองครึ่งแห่งค่าทรัพย์สินเป็นค่าธรรมเนียมแก่ทบวงการนั้นๆ เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรางวัลซึ่งให้แก่ผู้เก็บได้แต่ค่าธรรมเนียมนี้ให้จำกัดไว้ไม่เกินหนึ่งพันบาท

ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตราก่อนไซร้ท่านว่า

ผู้นั้นไม่มีสิทธิจะรับรางวัล

๓. มาตรา ๑๓๒๕  ถ้าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๑๓๒๓ แล้ว และผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นมิได้เรียกเอาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เก็บได้ไซร้ ท่านว่ากรรมสิทธิ์ตกแก่ผู้เก็บได้

แต่ถ้าทรัพย์สินซึ่งไม่มีผู้เรียกเอานั้นเป็นโบราณวัตถุไซร้ กรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้นตกแก่แผ่นดิน แต่ผู้เก็บได้มีสิทธิจะได้รับรางวัลร้อยละสิบแห่งค่าทรัพย์สินนั้น

 

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๑

 

นายนิติกร ไม่มีสิ่งใดมามอบให้ท่านผู้อ่านที่ได้กรุณาติดตามบทความกฎหมายมาโดยตลอด  นายนิติกรจึงขอมอบกลอนบทนี้ เพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีความสุข สดชื่น สมหวังตลอดปี ๒๕๕๑ ครับ

ขอมอบดอกไม้นานา พฤกษาชาติ
ที่เดียรดาษ กลางป่า พนาไสย
ร้อยเป็นกลอน แทนมาลัย ในน้ำใจ
ขอมอบให้ วันดี ปีใหม่เอย
.

แล้วพบกันปีหน้าครับ.

*****************************************


  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view