สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 20/09/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,824,262
Page Views 1,880,419
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความกฎหมาย ฉ.3-4

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

                                 ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๓  ประจำวันพุธที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐


สวัสดีครับ พบกันเป็นสัปดาห์ที่สามแล้วนะครับ ใกล้ถึงวันลอยกระทงแล้ว ขอเชิญชวนให้ทุกท่านใช้กระทงที่ทำจากวัสดุจากธรรมชาตินะครับ ถ้าใช้เป็นขนมปังยิ่งดี ปลาในแม่น้ำลำคลองจะได้อานิสงค์จากการลอยกระทงด้วย อากาศในช่วงนี้ก็แปรปรวน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวอากาศหนาว  รักษาสุขภาพด้วยนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย........

สำหรับสัปดาห์นี้ นายนิติกรขอนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับประเภทของศาลตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นองค์กรที่อยู่ส่วนบนสุดของกระบวนการยุติธรรมก่อนนะครับ ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แบ่งศาลออกเป็นกี่ประเภท ถูกต้องแล้วครับ รัฐธรรมนูญฯ ได้แบ่งศาลออกเป็นสี่ประเภทดังนี้

 

๑. ศาลรัฐธรรมนูญ มีอยู่เพียงศาลเดียว ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาหรือตัดสินคดีความเรียกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี 40 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีจำนวน 15 ท่านด้วยกัน  แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 นี้เหลือเพียง 9 ท่าน สำหรับอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้แก่ วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  วินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีมีความขัดแย้งกันระหว่างอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาล เป็นต้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ เหล่านักกฎหมายมักใช้อ้างอิงเสมอครับ (จะไม่ใช้คำว่า คำพิพากษา)

 

2. ศาลยุติธรรม มีมากมายหลายประเภท ตามปกติจะแบ่งเป็น ๓ ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา 

สำหรับศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลจังหวัด (มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง)  ศาลแขวง (มีอำนาจพิพารณาพิพากษาคดีเล็กน้อย)  ศาลแพ่ง (มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง ตั้งอยู่ใน กทม.)  ศาลอาญา (มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง ตั้งอยู่ใน กทม.) ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลภาษีอากร ศาลล้มละลาย เป็นต้น

สำหรับศาลชั้นต้นบางศาลก็จะใช้ระบบผู้พิพากษาสมทบเข้ามาช่วยในการพิจารณาคดี เช่น ศาลแรงงาน ก็จะมีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่าๆ กัน  หรือศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งผู้พิพากษาสมทบนั้น อย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรี อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนศาลอุทธรณ์ จะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์มาจากศาลชั้นต้น รวมถึงคดีที่กฎหมายระบุให้อำนาจ (แต่ศาลยุติธรรมบางประเภทเช่น ศาลแรงงาน ให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานไปยังศาลฎีกาได้เลย ไม่ต้องผ่านศาลอุทธรณ์)

ศาลฎีกา จะเป็นศาลสุดท้าย และศาลสูงสุดในศาลยุติธรรมนี้ และมีศาลเดียว อยู่ใน กทม. คำพิพากษาศาลฎีกานี้ เหล่านักกฎหมายมักใช้อ้างอิงในการให้ความเห็นทางกฎหมาย และใช้เป็นแนวทางในการตีความกฎหมายต่างๆ อย่างที่นักกฎหมายชอบพูดกันว่า  แนวฎีกา นั่นเองครับ

ผู้ที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาหรือตัดสินคดีความ เรียกว่า ผู้พิพากษา

 

๓. ศาลปกครอง  ผู้ที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาหรือตัดสินคดีความ เราเรียกว่า ตุลาการศาลปกครอง ปัจจุบันศาลปกครองมีเพียงสองชั้นศาล คือ ศาลปกครองชั้นต้น (เช่นศาลปกครองกลาง ตั้งอยู่ใน กทม.  ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลปกครองขอนแก่น ศาลปกครองนครราชสีมา ศาลปกครองสงขลา เป็นต้น) และศาลปกครองสูงสุด มีอยู่ศาลเดียว ตั้งอยู่ใน กทม. คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดนี้ เหล่านักกฎหมายมักใช้อ้างอิงในการให้ความเห็นทางกฎหมาย และใช้เป็นแนวทางในการตีความกฎหมายปกครอง

อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 223 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542  ในโอกาสต่อๆไป นายนิติกรจะแนะนำศาลปกครองให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้รู้จักมากขึ้นครับ

 

4. ศาลทหาร เป็นศาลพิเศษที่อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม ศาลทหารมี 3 ชั้น คือศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารกลาง และศาลทหารสูงสุด

ศาลทหารชั้นต้นแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ ศาลจังหวัดทหาร ศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ และศาลประจำหน่วยทหาร(ตั้งขึ้นเมื่อมีหน่วยทหารตั้งแต่หนึ่งกองพันขึ้นไปหรือพวกที่อยู่ในเรืออยู่ในป้อมไปปฏิบัติราชการนอกประเทศหรือกำลังจะไปปฏิบัติการนอกประเทศ)

ศาลทหารกลาง  (เปรียบเป็นศาลชั้นอุทธรณ์นั่นเอง)

ศาลทหารสูงสุด (เปรียบเหมือนศาลฎีกาในระบบศาลยุติธรรมนั่นเอง)

เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าเป็นเวลาที่ไม่ปกติ เช่นมีการสู้รบ หรืออยู่ในภาวะสงคราม หรือมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ก็อาจจะตั้งศาลอาญาศึกขึ้นมา ให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุด ณ ที่นั้นซึ่งมีทหารตั้งแต่หนึ่งกองพันขึ้นไปสามารถตั้งศาลอาญาศึกขึ้นมาได้ ศาลนี้จะอุทธรณ์ ฎีกาไม่ได้

สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็จะมีบุคคล
2 ประเภท คือ
1. นายทหารประจำการ เราเรียกว่า ตุลาการศาลจังหวัดทหาร หรือตุลาการศาลมณฑลทหาร หรือตุลาการศาลประจำหน่วยทหาร เป็นต้น แล้วแต่ประเภทของศาลนั้นๆ และ 2. ตุลาการพระธรรมนูญ คือผู้ที่มีความรู้สำเร็จวิชากฎหมาย ซึ่งตุลาการทั้งสองประเภทนี้จะร่วมกันทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีตามที่ระบุในกฎหมาย

 

สัปดาห์นี้ ขออนุญาตไม่นำเสนอสุภาษิตกฎหมายเพราะว่าบทความจะยาวเกินความจำเป็น  สุดท้ายนี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านอย่าลืมหน้าที่ของพลเมืองไทยที่สำคัญนั่นคือการไปเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้นะครับ โอกาสนี้นายนิติกรขอประชาสัมพันธ์ปฏิทินการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2550* ดังนี้

·       7-11 พ.ย. 50 ที่ผ่านมาได้มีการรับสมัคร ส.ส. แบบสัดส่วน

·       12-16 พ.ย. 50 ที่ผ่านมาได้มีการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

·       3-16 ธ.ค. 50 วันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร (ตามที่สถานทูตแต่ละแห่งกำหนด)

·       ภายใน 12 ธ.ค. 50 แจ้งเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

·       16-30 ธ.ค. 50 แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

·       15-16 ธ.ค. 50 เวลา 08.00-17.00 น. วันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วง   หน้า

·       23 ธ.ค. 50 เวลา 08.00-15.00 น. วันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.

********************************************************************

 

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

                                      ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๔  ประจำวันพุธที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

 

               สวัสดีครับ เผลอเดี๋ยวเดียวบทความกฎหมายก็ได้ล่วงเข้าไปสัปดาห์ที่สี่แล้ว ท่านผู้อ่านหลายท่านได้กรุณาแนะนำว่าบทความกฎหมายสองฉบับแรก ตัวหนังสืออ่านยากไปนิด หรือในฉบับที่สาม ตัวหนังสือก็เป็นแบบการ์ตูนไปหน่อย  นายนิติกรจึงได้นำข้อท้วงติงดังกล่าวมาปรับปรุงและต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมาในโอกาสนี้ด้วยครับ

               ครับ ตามที่นายนิติกรได้นำเสนอในบทความกฎหมายฉบับแรกแล้วว่า การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายนั้น เราสามารถแบ่งแยกได้หลายประเภทอยู่ที่ว่าเราจะใช้เกณฑ์ใดในการแบ่งแยก สำหรับการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายออกเป็นกฎหมายเอกชน กับกฎหมายมหาชน นั้น จะทำให้เราสามารถเข้าใจกฎหมายได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง

               กฎหมายเอกชน นั้น เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน เป็นเรื่องที่รัฐไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะไม่มีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมจึงปล่อยให้ประชาชนมีอิสระในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในกรอบของกฎหมายที่จะช่วยไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันจนเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ตัวอย่างของกฎหมายเอกชน เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด เป็นต้น

               ส่วนกฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐเป็นผู้ปกครองประชาชน ตัวอย่างของกฎหมายมหาชน ก็ได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ  กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง เป็นต้น

               ในวันนี้นายนิติกร จึงขอนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชนที่มีความสำคัญกับคนไทยทุกคน ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งครับ                           
                กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งที่สำคัญๆ และใกล้ชิดกับคนไทยในทัศนะของนายนิติกรมีอยู่ด้วยกัน ๓ ฉบับ ได้แก่ 

๑. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๐ นายนิติกรคงจะไม่นำข้อความที่บัญญัติในกฎหมายมาให้ท่านผู้อ่านเวียนหัวกัน แต่จะขอประชาสัมพันธ์ให้ท่านผู้อ่านทราบเกี่ยวกับการไปเลือกตั้ง ส.ส.ที่ใกล้จะถึงนี้

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีหน้าที่อะไรบ้าง  ถูกต้องแล้วครับ ส.ส.มีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แถมยังมีหน้าที่เลือก ส.ส.ด้วยกันเพื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล  อนุมัติงบประมาณแผ่นดินเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมไปถึงการนำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอต่อรัฐบาลด้วย

ในการเตรียมความพร้อมก่อนไปเลือกตั้ง นั้น ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตรวจสอบชื่อ-นามสกุล และที่เลือกตั้งได้ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขต เทศบาล อบต. ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และจากเอกสารที่ส่งถึงเจ้าบ้าน  หากพบว่าชื่อตกหล่นหรือมีชื่อเกินมาให้แจ้งเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นภายในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๐  แต่ถ้ามีเหตุไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ได้ ให้รีบไปแจ้งเหตุได้ตั้งแต่วันที่ ๑๖-๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยขอรับและยื่นแบบการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ที่นายอำเภอ ปลัดเทศบาล หรือ ผอ.เขตของ กทม. หรือมอบหมายให้บุคคลใดไปแจ้งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้

ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุ (ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๒ บอกว่าบุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง) บุคคลนั้นจะต้องเสียสิทธิ ๓ ประการ ได้แก่ ๑.สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น สว.  ๒.สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ๓.สิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว.  การเสียสิทธิ ๓ ประการนี้จะได้กลับคืนมาก็ต่อเมื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นครั้งต่อไป  ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว (นายนิติกรมีข้อสังเกตคือการเสียสิทธิในกรณีนี้ เป็นการเสียสิทธิคนละกรณีกับการไม่ไปเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ นะครับ)

ฉบับนี้ขอกล่าวถึงเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ใกล้จะถึงนี้ คร่าวๆ แค่นี้ก่อนครับ


             
๒. พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ในพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ว่าหากจะใช้พระราชบัญญัตินี้เมื่อใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ต่อมาได้มี
พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๖ โดยกำหนดให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๖ เป็นต้นไป ในที่นี้นายนิติกรขอกล่าวถึงเฉพาะการจัดให้มีการเลือกตั้งตามมาตรา ๗ ที่บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดำรงตำแหน่งครบวาระ หรือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น(ไม่รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ) จะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุจะเสียสิทธิ ๖ ประการ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ เช่น สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น สิทธิร้องคัดค้านการเลือกกำนันและผู้ใหญ่บ้าน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น

       
               
๓. พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ (ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าทำไมนายนิติกรถึงใช้คำว่า พระพุทธศักราช ทำไมไม่ใช้คำว่า พ.ศ. เหตุที่ใช้คำว่าพระพุทธศักราชเนื่องจากกฎหมายที่มีมานานแล้ว เขานิยมใช้คำว่าพระพุทธศักราชหรือพุทธศักราช และในมาตรา ๑  ของกฎหมายแต่ละฉบับ เขาจะบัญญัติว่าด้วยชื่อของกฎหมาย เช่น  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า......... ดังนั้นเวลาอ้างชื่อกฎหมาย เขาจะอ้างตามมาตรา ๑ นี้เองครับ)  พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีบทบัญญัติว่าด้วยการเลือก (ไม่ใช้คำว่าเลือกตั้ง) กำนันและผู้ใหญ่บ้านอยู่ด้วย สำหรับรายละเอียดนายนิติกรไม่ขอกล่าวถึงครับ

                 สำหรับสัปดาห์นี้ บทความได้มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว นายนิติกรขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนทุกท่านเที่ยวงานเมืองเถินรวมใจเทิดไท้องค์ราชันย์ ระหว่างวันที่ ๑-๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ นี้ และขอขอบพระคุณล่วงหน้า ท่านคณะผู้จัดงาน พนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้อุทิศแรงกายแรงใจร่วมกันสร้างสรรค์งานที่ยิ่งใหญ่ระดับอำเภอในครั้งนี้ด้วยใจจริง ขอให้งานสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งหวังไว้ ขอขอบพระคุณครับ.

****************************************************************

 

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view