สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 21/07/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,799,412
Page Views 1,848,827
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

บทความกฎหมาย ฉ.1-2

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๑  ประจำวันพุธที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

 

                สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน บทความกฎหมายฉบับนี้เป็นบทความฉบับแรกในชีวิตของนายนิติกรนะครับ  คือนายนิติกรคิดมาหลายเพลาแล้วว่าจะทำการเผยแพร่กฎหมายที่ได้ร่ำเรียนมา (และยังต้องมาเจอะเจอในชีวิตประจำวันอีก) ในรูปแบบใดดี เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านอ่านแล้วไม่เคร่งเครียดซีเรียสเหมือนกับสภาวะเศรษฐกิจทุกวันนี้ อย่างที่น้ำมันเบนซิน ๙๕ ราคาทะลุลิตรละ ๓๐ กว่าบาทเข้าไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าความตั้งใจของนายนิติกรจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ แค่ไหนนะครับ

                   สำหรับในสัปดาห์นี้คงต้องเกริ่นนำความหมาย ประเภท ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย  ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของกฎหมายแต่ละประเภท และเรื่องเล่าซึ่งเป็นกรณีศึกษาในการปรับใช้กฎหมายประเภทต่างๆ  ทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับพื้นฐานความรู้ให้ตรงกัน (ขอกระซิบให้ทราบว่าในช่วงแรกนี้อาจจะวิชาการสักหน่อยนะครับ)  สัปดาห์ต่อไปที่เป็นกรณีศึกษาจะพยายามหาเรื่องเล่าต่างๆ ที่น่าสนใจมานำเสนอครับ

                   เกริ่นนำมาสองย่อหน้าแล้ว เข้าสู่เนื้อหาสาระกันเลยนะครับ

 

                ๑. ความหมายของกฎหมาย 

                   กฎหมาย หมายความว่า กฎเกณฑ์ที่กำหนดความประพฤติของบุคคลให้ต้องปฏิบัติตามหรือควรจะปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะได้รับผลร้ายหรือไม่ได้ผลดีที่เป็นสภาพบังคับ ทั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในระบบกฎหมาย

                   จากความหมายดังกล่าว กฎหมายจึงมีลักษณะ (๑) เป็นกฎเกณฑ์ (๒) ต้องกำหนดความประพฤติของบุคคล (๓) มีสภาพบังคับ และ (๔) มีกระบวนการที่แน่นอน

 

                ๒. ระบบกฎหมายมีระบบอะไรบ้าง

                   ระบบกฎหมายมี ๒ ระบบ คือ

                      ๒.๑ ระบบซีวิลลอร์ หรือ ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือ ระบบโรมาโน-เยอรมันนิค หรือ ระบบประมวลกฎหมาย  ประเทศที่ใช้ระบบนี้ ได้แก่ อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน และไทย*เป็นต้น

                      ๒.๒ ระบบคอมมอนลอว์ หรือ ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ ระบบกฎหมายจารีตประเพณี  ซึ่งประเทศที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ประเทศที่อยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ นิวซีแลนด์ เป็นต้น  ระบบกฎหมายระบบนี้ละครับที่มีลูกขุนและใส่วิกผมเหมือนขุนนางยุโรปสมัยก่อน อย่างที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ฮ่องกงกัน  ลูกขุนจะคัดเลือกมาจากราษฎร โดยลูกขุนจะเป็นผู้ตัดสินว่าจำเลยทำผิดจริงหรือไม่ แล้วผู้พิพากษาจะเป็นผู้กำหนดโทษ  ระบบนี้จะถือว่าคำพิพากษาของศาลเป็นที่มาของกฎหมาย

 

                   สำหรับความเห็นของนายนิติกรนั้น เห็นว่า ประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายแบบผสม คือเป็นทั้งระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (มีพระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายต่างๆ) และเป็นระบบกฎหมายจารีตประเพณี (ถือตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หรือศาลปกครองสูงสุด)  ส่วนนักกฎหมายท่านอื่นจะเห็นเป็นประการใดสุดแท้แต่ความเห็นของแต่ละท่านนะครับ

 

                   ๓. ประเภทของกฎหมาย

                   ในการแบ่งประเภทของกฎหมาย สามารถแบ่งได้หลายประเภท อยู่ที่ว่าเราจะใช้เกณฑ์ใดในการแบ่งแยก แต่ที่ใช้ในการแบ่งแยกโดยทั่วไป ได้แก่

                      ๓.๑ กฎหมายลายลักษณ์อักษร กับ กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

                      ๓.๒ กฎหมายสารบัญญัติ กับ กฎหมายวิธีสบัญญัติ

                   กฎหมายสารบัญญัติ คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงเนื้อหาสาระของสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามกฎหมาย กฎหมายประเภทนี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงกระบวนการ วิธีการ รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติข้อพิพาททางกฎหมาย กฎหมายประเภทนี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  แต่โดยส่วนใหญ่แล้วในระบบกฎหมายของไทยจะเป็นแบบผสม คือ เป็นทั้งกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติไปในฉบับเดียว เช่น กฎหมายเกี่ยวกับควบคุมอาคาร ก็จะมีทั้งเนื้อหาสาระ และก็จะบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการไว้ด้วย 

                      ๓.๓ กฎหมายเอกชน กับ กฎหมายมหาชน

                      ๓.๔ กฎหมายในประเทศ กับ กฎหมายระหว่างประเทศ

 

                ๔. ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย

                   ลำดับศักดิ์ของกฎหมายมีความสำคัญที่ต้องพิจารณามาก เพราะว่ากฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่า จะไปขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับเด็กจะไปขัดกับผู้ใหญ่ไม่ได้นั่นเอง และกฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่าจะออกได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายลำดับศักดิ์สูงกว่าให้อำนาจไว้ ส่วนการเรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมาย จะจัดเรียงตามองค์กรผู้ตรากฎหมายครับ

 

รัฐธรรมนูญ

 

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

 

พระราชบัญญัติ

 

พระราชกำหนด

 

พระราชกฤษฎีกา

 

กฎกระทรวง

 

ข้อบัญญัติท้องถิ่น  ระเบียบ

 

ประมวลกฎหมาย

 

 

 

 

                    ท่านคงสงสัยว่า แล้วประกาศคณะปฏิวัติ  ประกาศคณะรัฐประหารต่างๆ เป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ใด สำหรับประกาศต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ให้พิจารณาในเนื้อหาว่าคณะปฏิวัติ หรือคณะรัฐประหารประสงค์ให้ประกาศดังกล่าวมีฐานะเทียบเท่ากับกฎหมายระดับใด เช่น ประกาศที่มีผลยกเลิก แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ก็มีศักดิ์เทียบเท่ารัฐธรรมนูญ  ประกาศที่มีผลยกเลิก แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติก็มีศักดิ์เทียบเท่าพระราชบัญญัติ  ทีนี้ พอต้องการยกเลิก แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงประกาศต่างๆ เหล่านั้น เมื่อประเทศอยู่ในภาวะปกติ ก็ต้องใช้กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า หรือเท่ากันมายกเลิก แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงครับ

                   ๕. สุภาษิตกฎหมายสัปดาห์ละคำ

                Ignorantia juris neminem excusat

                                ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัวให้พ้นความรับผิด

                   สุภาษิตกฎหมายนี้ ได้นำมาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๔ ที่บัญญัติว่า บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

                               

                   สัปดาห์หน้าเรามาว่ากันต่อเรื่องกฎหมายสี่มุมเมือง สงสัยแล้วสิครับว่ากฎหมายสี่มุมเมืองคือกฎหมายอะไร ยังไม่บอกครับ สัปดาห์หน้าเราค่อยมาว่ากัน สำหรับสัปดาห์นี้ สวัสดีครับ.

*******************************************************************************
       

บทความกฎหมาย

อ่านกฎหมายสัปดาห์ละนิด เพื่อสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

ปีที่ ๑  ฉบับที่ ๒  ประจำวันพุธที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

 

              เช้าวันเสาร์ที่นายนิติกรนั่งปั่นต้นฉบับอยู่นี้ บรรยากาศเย็นสบายถึงหนาวเหน็บ มีเสียงนกร้องกล่อมเป็นเพลงบรรเลงให้ฟัง น่าอภิรมย์ (น่านอนหลับ) มากๆ เลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม  ตามที่ได้สัญญากันไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าในสัปดาห์นี้จะกล่าวถึงกฎหมายสี่มุมเมือง นายนิติกรจึงรีบตื่นขึ้นมาปั่นต้นฉบับเพื่อส่งให้ทันวันจันทร์นี้  มีท่านใดทราบหรือไม่ครับว่ากฎหมายสี่มุมเมืองคือกฎหมายอะไร กฎหมายสี่มุมเมืองเป็นภาษาพูดที่กล่าวถึงกฎหมายจำนวน ๔ ฉบับด้วยกัน คือ ประมวลกฎหมายอาญา  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  และสุดท้ายคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  คือในสมัยก่อน การเรียนการสอนวิชากฎหมายจะมีเพียงกฎหมายไม่กี่ฉบับ แต่ก็อาจจะมีกฎหมายอื่นๆ บ้างนิดหน่อย  ข้อพิพาทก็ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนดังเช่นทุกวันนี้ จนมีคนกล่าวว่า สมัยก่อนเพียงแค่รู้กฎหมายสี่มุมเมืองเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แต่จะจริงเท็จแค่ไหน นายนิติกรไม่ทราบนะครับ เพราะว่าเกิดไม่ทันครับ

                   แล้วกฎหมายจำนวน ๔ ฉบับที่กล่าวมานั้น มีเนื้อหา และกล่าวถึงอะไรบ้าง นายนิติกรขอกล่าวเพียงคร่าวๆ นะครับ เพราะอย่างประมวลกฎหมายอาญามีมาตราหลักๆ ถึง ๓๙๘ มาตรา ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีมาตราหลักๆ ถึง ๑๗๕๕ มาตรา ยังไม่นับรวมมาตราย่อย เช่น มาตรา ๑๙๓/๑  มาตรา ๑๙๓/๒ เรื่อยไปถึงมาตรา ๑๙๓/๓๔ รวมๆ กันแล้วก็เกือบ ๒๐๐๐ มาตรา เอาละ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

               

                ๑. ประมวลกฎหมายอาญา

                ประมวลกฎหมายอาญา เป็นการรวบรวมกฎหมายที่มีโทษทางอาญาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน  และยังถือเป็นกฎหมายหลักที่จะใช้ประกอบกฎหมายอื่นๆ ที่มีโทษทางอาญาด้วย เช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ ถ้าฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท เราก็ต้องนำประมวลกฎหมายอาญามาพิจารณาประกอบด้วยโดยดูว่าเขามีเจตนาหรือไม่ (ข้อหานี้เป็นความผิดลหุโทษ แม้ไม่เจตนาไม่ประมาทก็เป็นความผิดครับ) เพราะประมวลกฎหมายอาญาวางหลักไว้ว่าบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดว่ามีความผิดแม้ทำโดยไม่ประมาท หรือแม้ไม่เจตนาและไม่ประมาทก็ยังผิด อย่างนี้เป็นต้น

                   เท่านั้นยังไม่พอ ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติถึงกฎหมายที่มีโทษทางอาญาหลักๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทำชำเรา พรากผู้เยาว์ หน่วงเหนี่ยวกักขัง ปลอมแปลงเอกสาร ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ รับของโจร เป็นต้น  เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น บรรดานักกฎหมายเขาจะไปเปิดดูที่ประมวลกฎหมายอาญาก่อนเป็นอันดับต้นๆ

                   สำหรับประมวลกฎหมายนั้นจะใช้บังคับได้ก็แต่โดยมี พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายเท่านั้น  แต่ทั้งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย กับประมวลกฎหมายก็มีลำดับศักดิ์เท่ากันอย่างที่นายนิติกรได้นำเสนอไปในสัปดาห์ที่แล้วครับ

 

                ๒. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                   ชื่อของกฎหมายฉบับนี้บ่งบอกอยู่แล้วว่า เป็นประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความ (คดี) อาญา นั่นเอง ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นเรื่องของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีอาญา  จะแจ้งความร้องทุกข์อย่างไร เมื่อตำรวจได้รับแจ้งความแล้วต้องทำอย่างไร จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีอย่างไร  พนักงานอัยการจะฟ้องคดี หรือผู้เสียหายจะฟ้องคดีต่อศาลต้องทำอย่างไรบ้าง ศาลจะพิจารณาคดีอย่างไร ฟังพยานหลักฐานใดได้บ้าง จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างไร แล้วจะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้อย่างไร มีคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วยังไม่พอใจ จะขอใช้สิทธิทูลเกล้าถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร  เหล่านี้อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งสิ้นครับ

 

                ๓. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                   สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น มีบทบัญญัติหลักทั้งสิ้น ๑๗๕๕ มาตรา แบ่งเป็น ๖ บรรพ (อ่านว่า บับ)  (บรรพ ก็คือ ตอนนั่นเองครับ) ได้แก่ บรรพ ๑ หลักทั่วไป  บรรพ ๒ เรื่องหนี้  บรรพ ๓ เรื่องเอกเทศสัญญา  บรรพ ๔ เรื่องทรัพย์สิน  บรรพ ๕ เรื่องครอบครัว  และบรรพ ๖ เรื่องมรดก

เราสามารถทำความเข้าใจประมวลกฎหมายฉบับนี้อย่างคร่าวๆ ได้โดย เปรียบประมวลกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง สมมติว่าชื่อนายนิติกร  นายนิติกรมีสภาพบุคคลเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก สิ้นสุดลงเมื่อตาย มีภูมิลำเนาอยู่ตั้งหลายที่ กฎหมายนี้ยังบอกว่านายนิติกรจะมีความสามารถในการทำตามกฎหมายอย่างไรบ้าง ถ้าทำไปโดยผิดกฎหมาย การกระทำนั้นย่อมเป็นโมฆะ (เสียเปล่ามาแต่เริ่มแรก)  เหล่านี้จะเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในบรรพ ๑ ทั้งสิ้น (ที่จริงยังมีมากกว่านั้น แต่ขอคร่าวๆ ก่อนนะครับ)

พอนายนิติกร โตขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะต้องเป็นทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ ดังนั้น ก็จะเปรียบได้กับบรรพ ๒ ที่บอกว่า หนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีใครเกี่ยวข้องในเรื่องหนี้บ้าง เช่น ลูกหนี้ เจ้าหนี้  หนี้ส่วนใหญ่ก็เกิดจากสัญญา ดังนั้นบรรพ ๓ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาต่างๆ ที่นายนิติกรอาจต้องไปทำ เช่น ซื้อขาย เช่าทรัพย์ ขายฝาก ค้ำประกัน จำนอง จำนำ จ้างแรงงาน ยืม ฝากทรัพย์ ตัวแทน นายหน้า ประกันภัย รวมไปถึงนายนิติกร อาจไปเปิดห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท เป็นต้น 

นายนิติกร โตขึ้นมาอีกนิด ก็จะต้องมีทรัพย์สิน เงินทอง บรรพ ๔ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ว่าเรามีสิทธิอะไรในทรัพย์สินบ้าง และเรามีหน้าที่ที่ต้องเคารพสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างไร รวมไปถึงเรื่องของกรรมสิทธิ์ ว่าหมายถึงอะไร แตกต่างจากสิทธิครอบครองอย่างใด เป็นต้น

ต่อมา เมื่อนายนิติกร โตเป็นหนุ่มแล้วเกิดปิ๊งอนงค์นางหนึ่ง  ครั้นชะตาต้องกัน
นายนิติกรก็จะไปขอแต่งงาน ดังนั้น นายนิติกรก็จะต้องมีครอบครัว  บรรพ ๕ จึงเป็นเรื่องของครอบครัว ว่าจะหมั้นกันได้เมื่อใด อย่างใด  อายุเท่าใดถึงหมั้นกันได้ สมรสกันได้ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นของใคร แล้วที่ได้มาก่อนสมรสเป็นของใคร จัดการทรัพย์สินเหล่านั้นอย่างใด แต่งงานไปได้สักพัก ถ้ามีบุตร บรรพ ๕ ก็จะกล่าวถึงสิทธิหน้าที่ของบุตร กับบิดามารดา  ครั้นเมื่ออยู่กันไปแล้วไม่หวานชื่น ขมขื่น รักร้ายกลายเป็นขม ต่างคนจึงต้องแยกทางกันไป บรรพ ๕ นี้ก็จะกล่าวถึงการสิ้นสุดของการสมรส (หย่า) รวมไปถึงทรัพย์สินที่จะต้องแบ่งสรรปันส่วนกัน 

มาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงแท้แน่นอน บรรพ ๖ จึงเป็นเรื่องของมรดก ซึ่งจะบัญญัติว่าใครบ้างที่เป็นทายาท ทายาทประเภทใดมีสิทธิได้รับมรดก ส่วนแบ่งมรดกได้เท่าใด พินัยกรรมคืออะไร มีกี่แบบ แต่ละแบบเป็นอย่างไร ผู้จัดการมรดกคือใครมีหน้าที่อย่างไรบ้าง นี่คือ เนื้อหาคร่าวๆ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ครับ

 

๔. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ประมวลกฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ วิธีพิจารณาความ (คดี) แพ่ง (รวมไปถึงคดีพาณิชย์ด้วย) โดยจะเริ่มตั้งแต่ เมื่อเกิดข้อพิพาทในทางแพ่งหรือทางพาณิชย์ ใครเป็นผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาล จะเสนอคดีต่อศาลได้อย่างไรบ้าง ศาลมีวิธีพิจารณาคดีอย่างไรบ้าง รวมไปถึงเมื่อศาลพิพากษา คดีสิ้นสุดแล้ว จะบังคับคดีตามคำพิพากษาอย่างไร มีองค์กรใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง  บทบัญญัติหลักๆ เหล่านี้จะอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งครับ

กฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นสามารถจับคู่กันได้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา ใช้คู่กับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใช้คู่กับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ครับ

สำหรับปัจจุบันนี้ นายนิติกรขอเรียนว่ากฎหมายมีมากมายหลายฉบับ ดังนั้น หากเราจะดูแค่กฎหมายสี่ฉบับที่กล่าวมาข้างต้น ก็คงจะไม่เพียงพอ ในแต่ละเรื่องก็จะมีกฎหมายเฉพาะของเขาอยู่ เช่น คดีเกี่ยวกับเยาวชนและครอบครัว ก็จะต้องดูกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวไปด้วย หรือความผิดอาญาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็ต้องดูกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งประกอบด้วย ดังนั้น ในสัปดาห์ต่อๆ ไป นายนิติกรจะพยายามนำกฎหมายเฉพาะเรื่องเฉพาะราว ที่สำคัญๆ มานำเสนอ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักหน้าค่าตาของกฎหมายเฉพาะต่างๆ เหล่านั้นครับ

 

๕. สุภาษิตกฎหมายสัปดาห์ละคำ

“Arma in armatos sumere jura sinunt”

กฎหมายยอมให้ใช้อาวุธต่อสู้กับผู้มีอาวุธ

 

ทีนี้เราลองมาดูบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา ว่าสอดคลัองกับสุภาษิตในสัปดาห์นี้หรือไม่ มาตรา ๖๘ บัญญัติว่า ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด

ตัวอย่างเช่น นายแดงบุกรุกขึ้นไปบนเรือนนายดำและเงื้อมีดเข้าไปที่นายดำนั่งอยู่ นายดำต่อสู้แย่งมีดมาได้และใช้มีดนั้นแทงนายแดงทันทีรวม ๒ ครั้งในขณะที่ยังต่อสู้กันอยู่ เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ  หรือ นายขาวเป็นคนบ้าใช้อาวุธปืนไล่ยิงนายแสด นายแสดย่อมมีสิทธิใช้อาวุธปืนยิงนายขาวได้ แต่ต้องเพื่อให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะถึงและพอสมควรแก่เหตุเท่านั้น

 

สำหรับสัปดาห์นี้ นายนิติกรได้รบกวนเวลาของท่านผู้อ่านมาพอสมควรแล้ว ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจ และขอกล่าวคำว่า สวัสดีครับ.

******************************************************************************

- กฎหมายที่ใช้ชื่อว่า พระราช นำหน้าชื่อ แสดงว่ากฎหมายนั้นต้องตราโดยพระมหากษัตริย์

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view