สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/03/2009
ปรับปรุง 08/12/2017
สถิติผู้เข้าชม 1,848,025
Page Views 1,911,603
 

เมนู

 
ตลาดงานกรมจัด
ศูนย์ข่าวสารตลาดแรงงานจังหวัดลำปาง

ทำอะไรต้องดูให้ถ้วนถี่

ทำอะไรต้องดูให้ถ้วนถี่

บทความกฎหมายประจำวันที่ 1 เมษายน 2552

 

โดย นายสุรเขต  อินจับ  นิติกร 5

รักษาการหัวหน้ากองวิชาการและแผนงาน

เทศบาลตำบลล้อมแรด

 

                   พบกับรูปโฉมใหม่ของบทความกฎหมาย ในนามของนายนิติกร ประจำปีงบประมาณ 2552 ถึงจะมาช้าไปครึ่งปี แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา ใช่หรือเปล่าครับท่านผู้อ่าน

                   ท่านผู้อ่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า ไม่ดูตาม้าตาเรือ กันมาบ้างแล้ว คำๆ นี้ เป็นสำนวนที่แปลว่า ไม่พิจารณาให้รอบคอบ ถ้าเปรียบกับการเล่นหมากรุก ก็คงเปรียบได้กับการเดินหมากในกระดาน ถ้าไม่ดูให้ดี ไม่พิจารณาให้รอบคอบ ก็อาจจะเดินหมากไปตรงตาที่ม้าจะต้องเดิน หรือไปตรงตาที่เรือจะต้องเดิน และก็จะถูกกินไปได้ง่ายๆ ตรงกับคำที่ว่า ไม่ดูตาม้า ตาเรือ นั่นเอง

                   แต่เรื่องที่นำมาเล่าขานในวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับการเล่นหมากรุกเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะนำเรื่องราวของการปฏิบัติหน้าที่ของเทศบาลๆ หนึ่ง มาเล่าสู่ให้กันฟัง เป็นเรื่องที่ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นเรื่อง แต่ก็เป็นเรื่องขึ้นได้

                   เรื่องมีอยู่ว่า เทศบาลตำบลแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย ได้มีมติให้วัดดำเนินการก่อสร้างเมรุเผาศพให้บริเวณที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งเดิมเป็นลานกีฬาอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยมิได้ดำเนินการขอเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียก่อน 

                                                           

เปลี่ยนจากสนามกีฬา

เป็นเมรุเผาศพ

 

 

 

 

 


บังเอิ้ญ บังเอิญ มีผู้ที่ได้รับความเสียหายจากกลิ่นเหม็นจากการเผาศพ ฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครอง  แล้วก็บังเอิญ การฟ้องคดีปกครองก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ฟ้องเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ลงลายมือชื่อคนฟ้อง อธิบายการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ศาลทราบ พร้อมทั้งคำขอให้ศาลบังคับให้ชัดเจน  หากศาลเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจศาล และทำครบเงื่อนไขที่กฎหมายต้องการแล้ว ศาลก็จะรับคดีไว้พิจารณา  ถ้าไม่เพียงพอก็อาจจะสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง  หรือเรียกให้มาศาลเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็ได้

 

คดีนี้ สู้กันถึงศาลปกครองสูงสุด  (ศาลปกครองมี 2 ชั้น คือ ศาลปกครองชั้นต้น (ได้แก่ ศาลปกครองกลางอยู่ที่ กทม. ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลปกครองระยอง ศาลปกครองขอนแก่น เป็นต้น) และศาลปกครองสูงสุด มีอยู่แห่งเดียวที่ กทม.)  ศาลปกครองสูงสุดท่านพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่แล้ว วินิจฉัยดังนี้

เมื่อข้อเท็จจริงในคดีรับกันว่าที่ดินบริเวณที่ใช้ก่อสร้างเมรุเผาศพพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ซึ่งเทศบาลมีมติให้วัดดำเนินการก่อสร้างเมรุเผาศพในบริเวณดังกล่าว กรณีจึงเป็นการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จากการที่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นให้วัดใช้เพื่อก่อสร้างเมรุเผาศพ ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องยื่นขอดำเนินการตามข้อ 4 และข้อ 7 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่ง เป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. 2543 โดยผู้ขอดำเนินการต้องเป็นทบวงการเมือง อันได้แก่ หน่วยราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อวัดไม่ใช่ทบวงการเมืองที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนสภาพที่ดินบริเวณพิพาทได้ การที่เทศบาลให้วัดดำเนินการก่อสร้างเมรุเผาศพจนแล้วเสร็จโดยยังมิได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยให้มีการเปลี่ยนสภาพทีดินตามระเบียบดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประกอบกับปรากฏข้อเท็จจริงตามคำอุทธรณ์ของเทศบาลอันมีผลเป็นการยอมรับว่า การโอนงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างเมรุเผาศพดังกล่าวไม่เป็นไปตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.4/ว 1348 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 เรื่องแนวทางการตั้งงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินอุดหนุน เนื่องจากเทศบาลได้อนุมัติเงินงบประมาณไว้ล่วงหน้า โดยไม่ใช่กรณีที่ผู้ขอรับเงินอุดหนุนได้จัดทำโครงการขึ้นมาก่อน แล้วจึงเสนอให้เทศบาลพิจารณาอนุมัติ ดังนั้น การดำเนินการของเทศบาลที่จัดให้มีสุสานและฌาปนสถานโดยการก่อสร้างเมรุเผาศพพิพาท จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้รื้อถอนอาคารเมรุเผาศพในบริเวณที่พิพาทภายใน 60 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังพิพากษาด้วยว่า การที่เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดมิให้ก่อเหตุรำคาญในที่หรือทางสาธารณะ รวมทั้งการระงับเหตุรำคาญ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นเหม็นอันเนื่องมาจากการเผาศพในเมรุเผาศพพิพาท โดยไม่ปรากฏว่าเทศบาลได้ดำเนินการเพื่อระงับ กำจัด และควบคุมเหตุรำคาญดังกล่าว จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอีกด้วย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.86/2550)

 

 คำพิพากษาเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  จะทำอะไรต้องดูให้ถ้วนถี่  ไม่รู้ว่า หากรื้อถอนเมรุเผาศพไปแล้ว ใครกันหนอต้องรับผิดต่อไปอีก

************************************************************

  Copyright 2005-2012 เทศบาลตำบลล้อมแรด All rights reserved.
view